SCB WEALTH เตือนโลกทิ้งดอลลาร์ ชูทองคำ-หุ้น AI รับโลกการเงินใหม่ จับตาเศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำสุดรอบ 30 ปี

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday February 6, 2026 12:59 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

SCB WEALTH เตือนโลกทิ้งดอลลาร์ ชูทองคำ-หุ้น AI รับโลกการเงินใหม่ จับตาเศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำสุดรอบ 30 ปี

SCB WEALTH จัดงานเสวนาออนไลน์หัวข้อ "Beyond The Dollar : 2026 โลกการเงินใหม่ กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยง สำหรับนักลงทุนไทย" โดยการผนึกกำลังทีม Holistic ได้แก่ SCB EIC, SCB FM, SCB CIO และ InnovestX เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจลงทุนสำหรับลูกค้า SCB WEALTH และนักลงทุนทั่วไป

นางสาวฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า มี 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกกระจายความเสี่ยงลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (de-dollarization) ในทุนสำรองระหว่างประเทศมากขึ้นในเวลานี้ ได้แก่

1) ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาเป็นความเสี่ยงหลักของโลก หลังสหรัฐฯ ปรับกลยุทธ์นโยบายความมั่นคง เน้นสร้างอิทธิพลให้อเมริกา และรักษาผลประโยชน์ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากขึ้น

2) คุณภาพปัจจัยเชิงสถาบันของสหรัฐฯ ที่แย่ลง เช่น หลักนิติธรรม (Rule of Law) การแทรกแซงความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) โดยเฉพาะการเรียกประธานเฟด เจอโรม พาวเวลล์สอบสวนในคดีอาญาและขู่ปลดออกจากตำแหน่ง รวมถึงการแต่งตั้งประธานเฟดคนใหม่ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในเงินดอลลาร์สหรัฐฯ สั่นคลอน

3) เสถียรภาพการคลังของสหรัฐฯมีแนวโน้มถดถอยลงมาก หลังผ่านกฎหมาย One Big Beautiful Bill (OBBBA) ทำให้คาดว่า หนี้สาธารณะสหรัฐฯ จะสูงขึ้นอีกมาก เป็นปัจจัยหลักทำให้สถาบันจัดอันดับเครดิตปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ สะท้อนความกังวลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการถือสินทรัพย์สหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า

แม้ปัจจัยดังกล่าวมีส่วนเร่งกระแส de-dollarization แต่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังเป็นสกุลเงินหลัก มีสัดส่วนเกือบ 90% ในการทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราของโลก จากโครงสร้างตลาดการเงินสหรัฐฯ ที่มีความลึกและสภาพคล่องสูงกว่าประเทศอื่นอย่างมาก ทำให้ยังไม่มีสกุลเงินใดที่สามารถทดแทนได้อย่างสมบูรณ์ในระยะสั้น

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลกปี 69 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงอยู่ที่ 2.5% โดยเศรษฐกิจหลายประเทศยังแสดงความแข็งแกร่งบนความเปราะบางภายใน ความแตกต่างของการเติบโตแต่ละภูมิภาคจะชัดขึ้น โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากกระแสการลงทุนใน Artificial Intelligence (AI) และนโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน OBBBA แพ็กเกจงบประมาณและลดภาษีขนาดใหญ่ ส่วนเศรษฐกิจยุโรปและญี่ปุ่น คาดว่าจะเติบโตเพียง 1.3% และ 0.9% ตามลำดับ ขณะที่ เศรษฐกิจจีน มีแนวโน้มเติบโตชะลอลง 4.3% ส่วนเศรษฐกิจอินเดีย ถือเป็นดาวเด่น คาดว่าจะเติบโตได้ 6.2% เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้เศรษฐกิจโลก ขณะที่เศรษฐกิจอาเซียน คาดว่าจะเติบโต 4.9%

ด้านนโยบายการเงินโลกโดยรวมยังมีทิศทางผ่อนคลาย แต่จะผ่อนคลายได้อีกไม่มากเมื่อเทียบกับปี 68 เนื่องจากหลายประเทศยังเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อสูง โดยคาดว่าเฟดมีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ รวม 0.50% และจะคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย 2% หลังเงินเฟ้อทยอยเข้ากรอบเป้าหมายแล้ว ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 1.25% ในปีนี้ ตามทิศทางการปรับค่าจ้างประจำปีที่ชัดเจนขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond yield) สูงขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้มีข้อจำกัดในการใช้นโยบายการคลังรับมือวิกฤต จากภาระดอกเบี้ยและต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น ส่วนภาคเอกชนอาจเผชิญต้นทุนการเงินสูงขึ้นตาม จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรภาคเอกชนที่เคลื่อนไหวตามพันธบัตรรัฐบาล

ขณะที่เศรษฐกิจไทย ปี 69 คาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.5% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี ถ้าไม่นับปีที่เกิดวิกฤต เป็นผลจากแรงส่งของเศรษฐกิจที่อ่อนแรงเกือบทุกด้าน โดยเฉพาะภาคการส่งออก มีเพียงภาคการท่องเที่ยวที่ทยอยฟื้นตัวในกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ ขณะที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก คาดรัฐบาลใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มรูปแบบในเดือน พ.ค. ทำให้การประกาศใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2027 อาจล่าช้า 1-2 เดือน นับเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเร่งใช้จ่ายภาครัฐ ในส่วนของนโยบายการเงิน คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอีกครั้งไปอยู่ที่ 1% ภายในครึ่งแรกของปีเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส SCB Financial Markets (SCB FM) กล่าวว่า นับตั้งแต่ต้นปี ค่าเงินบาทผันผวนสูงตามปัจจัยภายนอกประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะจากราคาทองคำ ซึ่งมักมีความเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กัน (Correlation) กับเงินบาทค่อนข้างสูง ในช่วงที่ราคาทองคำปรับขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 5,600 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อทรอยออนซ์ พบว่าเงินบาทแข็งค่าสูงสุดที่ระดับ 30.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นที่สนับสนุนเงินบาทแข็งค่าเพิ่มเติม ได้แก่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมากล่าวสนับสนุนให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า อีกทั้ง เงินเยนแข็งค่าขึ้นเร็วหลังมีข่าวการเข้าแทรกแซง รวมถึงกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย ที่เสริมให้เงินเอเชียหลายสกุลแข็งค่าขึ้นพร้อมกัน และตัวเลขเศรษฐกิจบางรายการของสหรัฐฯ ที่อ่อนแอ อย่างไรก็ตาม หลังจากมีแรงขายทำกำไรที่ทำให้ราคาทองคำลดลงแรง ประกอบกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าดูแลค่าเงินและรับซื้อดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อพยุงเงินบาทไว้ไม่ให้แข็งค่าต่ำกว่า 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงมา

สำหรับระยะสั้น มองว่าเงินบาทอาจเคลื่อนไหว Sideways ในกรอบ 31.40-31.90 บาทต่อดอลลาร์ โดยคาดว่า Correlation ระหว่างเงินบาทและราคาทองคำมีแนวโน้มลดลงได้ เพราะราคาทองคำอาจไม่ปรับสูงขึ้นเร็วเท่าช่วงก่อนหน้านี้ ทำให้แรงกดดันต่อเงินบาทอาจไม่มากนัก นอกจากนี้ เงินบาทอาจมีแรงหนุนด้านอ่อนค่ามากขึ้น เพราะมองว่า ธปท. อาจแทรกแซงเงินบาทเพิ่มขึ้นได้ หลังไทยยังไม่เข้าเกณฑ์การแทรกแซงค่าเงินของกระทรวงคลังสหรัฐฯ อีกทั้ง มีโอกาสที่ ธปท. จะสื่อสารถึงแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายขึ้น ซึ่งจะกดดันให้บาทอ่อนได้

ส่วนในระยะกลางมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินที่ต้องจับตา ได้แก่ ความไม่แน่นอนทางการเมืองไทย ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงตัวเลขแรงงานและเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ซึ่งอาจสนับสนุนให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลง และทำให้สกุลเงินในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงเงินบาทแข็งค่าขึ้น โดยคาดว่าช่วง 3 ไตรมาสแรก เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31-32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่เงินบาทมีแนวโน้มกลับมาอ่อนค่าช่วงปลายปี จากทิศทางเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อาจกลับมาแข็งค่า หลังเฟดสิ้นสุดการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ทั้งนี้ แนะนำให้ผู้นำเข้า เข้าซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หากเงินบาทแข็งค่าไปอยู่ในระดับ 31.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนผู้ส่งออก อาจรอจังหวะขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แลกเงินบาท ช่วงที่ราคาทองคำปรับฐาน และมีความไม่แน่นอนทางการเมือง ช่วงที่รอผลการเลือกตั้ง ซึ่งอาจกดดันเงินบาทอ่อนค่าระยะสั้น และผู้ประกอบการที่มีกระแสเงินสดในมือ อาจบริหารความเสี่ยงค่าเงิน โดยการทำสัญญาซื้อหรือขายเงินตราต่างประเทศในอนาคตที่อัตราแลกเปลี่ยนซึ่งกำหนดไว้ล่วงหน้า (Forward)

นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Research Department บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) กล่าวว่า จากสถิติย้อนหลังการเลือกตั้งของไทย 8 ครั้งล่าสุด (ปี 2001-2023) พบว่า ตลาดหุ้นไทย มีโอกาส 62.5% ที่จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ย 0.9% ในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง และมีโอกาส 75% ที่จะให้ผลตอบแทนสูงสุดได้ 3.9% หลังการเลือกตั้ง 1 เดือน แต่ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับเสถียรภาพทางการเมืองและความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจจากรัฐบาลใหม่อย่างมีนัยสำคัญ โดยที่แนวนโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมืองหลักในการเลือกตั้งครั้งนี้ ส่วนใหญ่มีขนาดวงเงินที่สูง โดยเฉพาะนโยบายโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มสัดส่วนจากราว 23% ของ GDP ในปี 66 เป็น 15-26% ในปี 69 สอดคล้องกับบทเรียนจากประเทศที่ประสบความสำเร็จในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ดี ความรวดเร็วในการดำเนินนโยบายแต่ละด้านแตกต่างกัน นโยบายด้านเงินโอนและลดค่าไฟสามารถดำเนินการได้ภายใน 13 เดือน ขณะที่โครงการโครงสร้างพื้นฐานจำเป็นต้องใช้เวลา 18 ปี ทำให้ความสำเร็จของเป้าหมาย GDP ขึ้นอยู่กับการผสมผสานนโยบาย ของรัฐบาลชุดใหม่

ในด้านทิศทางเงินทุน (Fund Flow) แม้ปัจจุบันจะเห็นแรงซื้อของต่างชาติไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทย แต่จากสถิติย้อนหลัง 5 ปี พบว่า Fund Flow ที่ไหลเข้าต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 เดือนมีความเป็นไปได้เพียง 30% เท่านั้น สะท้อนว่าแรงซื้อรอบนี้อาจเป็นเพียงการเข้ามาพักเงินระยะสั้น เพื่อหลบความผันผวนจากต่างประเทศ รวมทั้งการเก็งกำไรระยะสั้นจาก Valuation ของตลาดหุ้นไทยที่ยัง Laggard และความคาดหวังก่อนการเลือกตั้ง แต่หากเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่องได้เกินกว่า 3 เดือน ตลาดหุ้นไทยก็จะมีโอกาสปรับขึ้นต่อเนื่องได้ อ้างอิงจากสถิติในอดีตจะเฉลี่ยที่ 4.3 เดือน และ SET Index จะปรับตัวขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังมองโอกาสที่การไหลเข้าต่อเนื่องของเงินทุนต่างชาติยังไม่สูง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่า 2% ดังนั้นต้องอาศัยปัจจัยบวกขนาดใหญ่ เช่น นโยบายกระตุ้นเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน รัฐบาลมีความเข้มแข็ง โดย InnovestX มองกรอบเป้าหมาย ดัชนีตลาดหุ้นไทยไตรมาส 1/69 ไว้ที่ 1,350-1,400 จุด ยังไม่รวมกรณีที่ Fund Flow ไหลเข้าต่อเนื่องเกินกว่า 3 เดือน หากเป็นเช่นนั้นจะทำให้ราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) ของตลาดหุ้นไทยที่ 14 เท่ามีโอกาสปรับขึ้นไปใกล้ระดับค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ 15-16 เท่าได้ และดัชนีก็มีโอกาสปรับขึ้นไปอยู่เหนือระดับ 1,400 จุดได้

น.ส.นิสารัตน์ ชมภูพงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายให้คำปรึกษาด้านความมั่งคั่งและการลงทุน SCB CIO กล่าวว่า แม้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ ยังมีสัดส่วนที่สูงในทุนสำรองทั่วโลก แต่ปรับลดลงจากปี 64 ที่เคยอยู่ในระดับ 60.1% ของทุนสำรองทั่วโลก มาอยู่ที่ 56.9% ในไตรมาส 3/68 ตามข้อมูลของ IMF COFER ล่าสุด ปัจจัยกดดันหลักมาจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลต่อการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ จึงทำให้ธนาคารกลางหลายประเทศ โดยเฉพาะธนาคารกลางกลุ่มตลาดเกิดใหม่ เช่น จีน อินเดีย และตุรกี หันมากระจายการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่ใช่เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างทองคำในทุนสำรองมากขึ้น ในช่วงที่ผ่านมาธนาคารกลางประเทศต่างๆได้เร่งเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในทุนสำรองอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความมั่นคงและกระจายความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนทองคำในทุนสำรองทั่วโลก เพิ่มจาก 17% เมื่อปี 43 เป็น 32% ในปี 69 นอกจากนี้เรายังเห็นแนวโน้มว่าการทำธุรกรรมต่างๆ เช่น การชำระเงินการค้าระหว่างประเทศ เป็นสกุลเงินท้องถิ่นเพิ่มขึ้นโดยไม่ผ่านสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯทุกธรรมกรรมเหมือนในอดีต

SCB CIO มองว่าแม้ในระยะสั้น ราคาทองคำจะผันผวน แต่ยังเป็นสินทรัพย์ที่ควรมีในพอร์ตลงทุน เพราะสามารถป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อได้ และเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงเพื่อรับมือความผันผวนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ได้ดี โดยปัจจัยหนุนของราคาทองคำ คือ ธนาคารกลางหลักต่างๆ ยังเพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ และแนวโน้มการเพิ่มสัดส่วนทองคำในพอร์ตที่มากขึ้นของกลุ่มนักลงทุนรายย่อยจากปัจจุบันที่มีสัดส่วนทองคำในพอร์ตเฉลี่ย 3-4% ของสินทรัพย์โดยรวมเท่านั้น คาดว่าแนวโน้มราคาทองคำยังมีโอกาสปรับขึ้นไปอยู่ที่ 5,600-6,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อทรอยออนซ์ ในปี 69

สำหรับแนวทางการจัดพอร์ตลงทุน ท่ามกลางแนวโน้ม de-dollarization นั้น แนะนำให้นักลงทุนบริหารความเสี่ยง จัดพอร์ตแบบสมดุลมากขึ้น โดยสร้างพอร์ตลงทุนระยะยาว (Core Portfolio) ที่แข็งแรงเพื่อรับมือความผันผวนได้ มีการลงทุนหลากหลายสินทรัพย์ ในส่วนของสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ แนะนำให้เลือกลงทุนตราสารหนี้ที่เน้นตราสารหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึงกลางเป็นหลัก เนื่องจากเฟดยังมีโอกาสลดดอกเบี้ยได้อีก 1-2 ครั้งในปีนี้ และหลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาว ซึ่งยังเผชิญความท้าทายจากการที่นักลงทุนต้องการส่วนต่างจากการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว (term premium) ที่สูงขึ้น

ส่วนการลงทุนในตราสารทุน เรามองว่ายังมีโอกาสที่น่าสนใจจากเศรษฐกิจโลกที่ยังเติบโตได้ แนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลักของโลก และกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นโลกที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีในปี 69 โดยมีธีม AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ในตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Market : DM) มองว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และญี่ปุ่นน่าสนใจ เนื่องจากได้รับอานิสงส์ธีม AI และมีแรงขับเคลื่อนจากอุปสงค์ในประเทศที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่มีปัจจัยเสริมจากเงินเยนอ่อนค่า และความคาดหวังผลการเลือกตั้งแบบที่พรรคแกนนำจะชนะขาด ทำให้จะสามารถผลักดันนโยบายเศรษฐกิจได้เต็มที่มากขึ้น ส่วนตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market : EM) เรามีมุมมองบวกต่อตลาดเอเชียเหนือ เช่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ที่ได้อานิสงส์จากการเป็นศูนย์กลางในห่วงโซ่อุปทาน AI โดยเม็ดเงินลงทุน (Capex) ที่เร่งตัวทั่วโลกส่งผลให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนและโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ได้รับประโยชน์โดยตรง นอกจากนี้ ควรกระจายลงทุนในทองคำด้วย เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและประเด็นภูมิรัฐศาสตร์


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ