บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น [TRUE] เผยว่า ในปี 69 ผู้บริหารคาดว่ารายได้จากการให้บริการ (ไม่รวมรายได้จากค่าเชื่อมต่อโครงข่าย) จะเติบโต 2-3% ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์การเติบโตของ GDPที่ 1.5% (อ้างอิงธตารแห่งประเทศไทย) โดยแนวโน้มนี้สะท้อนการคาดการณ์ว่า รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการ (ARPU) ของธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่จะปรับตัวดีขึ้น การเติบโตของจำนวนผู้ใช้บริการในธุรกิจออนไลน์และธุรกิจทีวีดิจิทัล/มีเดีย ที่ยังคงต่อเนื่อง ชดเชยการลดลงของธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก และแรงหนุนเพิ่มเติมจากธุรกิจ B2B ที่มีบทบาทมากขึ้น

ส่วน EBITDA คาดว่าจะเติบโต 7-9% จากปีก่อนหน้า โดยได้ประโยชน์หลักจากการเข้าประมูลคลื่นความถี่ในปี 68 ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่าจด้านการบริหารจัดการคลื่นความถี่ ทั้งนี้ บริษัทจะยังคงยึดมั่นในวินัยทางการเงิน และแนวทางการบริหารที่มุ่งสร้าง้การเติบโตของ EBITDA ในอัตราที่สูงกว่ารายได้จากการให้บริการ
สำหรับปี 69 คาดว่างบลงทุน (CAPEX) จะอยู่ในช่วง 2.5-2.7 หมื่นล้านบาท
นับตั้งแต่การควบรวมกิจการ บริษัทสามารถยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ จากการรับรู้ผลประโยชน์จากการ ควบรวม การบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย และจากการได้มาซึ่งใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไม่รวมค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ลดลง 12% ในช่วงปี 2566-2568 โดยมีปัจจัยหลักจากการลดลงของค่าใช้จ่ายที่ก่อให้เกิดรายได้ในอัตราเฉลี่ย (CAGR) 3% ต่อปี และการลดลงของค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในอัตราเฉลี่ย (CAGR) 13% ต่อปี
สำหรับทิศทางในระยะถัดไป ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ก่อให้เกิดรายได้คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในอัตราเฉลี่ย (CAGR) 2% ต่อปี ในช่วงปี 25682571 ซึ่งสอดคล้องกับการขยายตัวของธุรกิจ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้คาดว่าจะมีแนวโน้มลดลงในอัตราเฉลี่ย (CAGR) 2% ต่อปี เพื่อสนับสนุนการเติบโตของรายได้ การมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อน ด้วย AI ประโยชน์จากขนาดการดำเนินงาน (economies of scale) การปรับโครงสรงและระบบ IT การยกระดับประสบการณดูแลลูกค แบบครบวงจร (end-to-end) ให้มีความเรียบง่ายขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาทักษะด้าน AI ในระดับองค์กร จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสนับสนุนความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะยังคงได้รับประโยชน์จากการได้มาซึ่งคลื่นความถี่อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการขับเคลื่อนวัฒนธรรมองคกรที่มุ่งเน้นผลการดำเนินงาน เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะถัดไป ส่งผลให้อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการคาดวาจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 63% ในปี 2568 เป็น 69% ในปี 2571 ภายหลังการปรับปรุงโครงข่ายให้ทันสมัยแล้วเสร็จในปี 2568 ปริมาณการลงทุนคาดว่าจะปรับลดลงในปี 2569 ขณะที่ประโยชน์หลังการ ควบรวมในด้านการจัดซื้อจัดหาซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจะยังคงทยอยรับรู้อย่างสม่ำเสมอ
ทั้งนี้ ฝ่ายบริหารจะยังคงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการบริหารเงินลงทุนอย่างมีวินัย โดยคาดว่าสัดส่วนเงินลงทุนต่อรายได้ (Capex to Sales) จะทยอยลดลงมาอยู่ที่ 1314% ภายในปี 2571 จากผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความสามารถในการทำกำไรที่ยั่งยืน และการลดภาระชำระค่าคลื่นความถี่ประมาณ 24,000 ล้านบาทในปี 2569 บริษัทคาดว่าจะสามารถปรับปรุงระดับอัตราส่วนโครงสร้างทางการเงิน (Leverage) ให้ดีขึ้นได้อีก
ทั้งนี้ เป้าหมาย อัตราส่วนโครงสร้างทางการเงินที่ต่ำกว่า 3.0 เท่าในปี 2571 และรวมถึงการจ่ายเงินปันผลประจำปีอย่างน้อยในอัตรา 70% ของกำไรสุทธิรวมของบริษัท
TRUE ประกาศกำไรสุทธิในไตรมาส 4/68 จำนวน 4 พันล้านบาท โดยสามารถทำกำไรสุทธิได้ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกัน และกำไรสุทธิหลังปรับปรุงรายการพิเศษ (Normalized Profit) จำนวน 6.1 พันล้านบาท สำหรับ EBITDA ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 2.78 หมื่นล้านบาท สะท้อนผลประโยชน์เต็มไตรมาสจากการได้ใบอนุญาตคลื่นความถี่
ในปี 2568 รายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย IC จำนวน 1.648 แสนล้านบาท ลดลง 0.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า กำไรสุทธิ 9,240 ล้านบาท อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการปี 2568 อยู่ที่ 63.7%
นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น [TRUE] กล่าวว่า บริษัทฯ ปิดไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ด้วยผลการดำเนินงานทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากความพึงพอใจของลูกค้าที่ปรับตัวดีขึ้น ฐานผู้ใช้บริการที่มีคุณภาพเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ควบคู่กับการพัฒนาโครงข่าย One Network ที่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยเต็มรูปแบบ เรายังคงมุ่งมั่นส่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลที่เป็นเลิศแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และด้วย AI First Program เราจะใช้ประโยชน์จากศักยภาพของ AI อย่างเต็มที่ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน บริษัทฯ ก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความมั่นใจในผลประกอบการตลอดทั้งปี พร้อมการจ่ายเงินปันผลที่มีความยั่งยืน และเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาฐานผู้ใช้บริการ โดยลดการเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานแบบหมุนเวียน (Rotational Gross Adds) และให้ความสำคัญกับลูกค้าคุณภาพ จากการให้ความสำคัญดังกล่าวแม้จะมีปัจจัยท้าทายทางเศรษฐกิจมหภาคควบคู่ไปกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงก็ตาม จำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังคงเพิ่มขึ้นประมาณ 578,000 เลขหมาย เป็น 47.5 ล้านเลขหมาย ณ สิ้นไตรมาส 4/2568 โดยผู้ใช้บริการ 5G มีจำนวนรวม 17.1 ล้านเลขหมาย สำหรับผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านเพิ่มขึ้น 1.0% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีจำนวน 3.3 ล้านราย
นายนกุล เซห์กัล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน (ร่วม) TRUE กล่าวยืนยันความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้นว่า ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนและมุ่งสู่ระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้น สำหรับผลการดำเนินงานตลอดทั้งปี 2568 บริษัทฯ สามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ แม้จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ท้าทายและปัจจัยภายนอกต่างๆ ด้วยกำไรสุทธิหลังหักภาษีตลอดทั้งปี 2568 จำนวน 9.2 พันล้านบาท เราได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของวินัยทางการดำเนินงานและการมุ่งเน้นการเติบโตที่มีกำไรทั้งในธุรกิจหลักและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง
คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเสนอจ่ายเงินปันผลประจำปีจำนวน 4.1 พันล้านบาท หรือ 0.12 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 104% เมื่อรวมกับเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี เงินปันผลรวมทั้งปีมีมูลค่า 1.07 หมื่นล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล 116% ของกำไรสุทธิ สะท้อนถึงฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นในความสามารถของบริษัทฯ ในการสร้างกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง
"ความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องด้านวินัยทางการเงิน ได้สร้างจุดแข็งที่ประเมินผลได้อย่างชัดเจน ทั้งในด้านการบริหารเงินทุนหมุนเวียนที่เข้มแข็งขึ้น และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นภายหลังการได้ใบอนุญาตคลื่นความถี่ ความมุ่งมั่นตามแผนทั้งหมดทำให้เราสามารถส่งมอบผลตอบแทนที่มั่นคงตลอดปี 2568 แม้จะเผชิญกับความท้าทายและภาวะเศรษฐกิจมหภาค ในก้าวต่อไปเรายังคงมุ่งเน้นการจัดสรรเงินทุนอย่างรอบคอบ การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของงบดุล และการสนับสนุนการเติบโตในอนาคตที่สร้างมูลค่าระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยยังคงรักษาความสมดุลระหว่างการลงทุนกลยุทธ์หลัก และการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย เพื่อยกระดับการเติบโตอย่างมีกำไรต่อเนื่อง"ทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าสร้างผลกำไรสุทธิหลังหักภาษีต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกัน โดยได้รับแรงหนุนจากการประหยัดต้นทุนจากการได้ใบอนุญาตคลื่นความถี่และการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน รายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย IC ในไตรมาส 4/2568 ลดลง 1.0% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากการลดลงของรายได้จากธุรกิจออนไลน์และธุรกิจโทรทัศน์บอกรับสมาชิก
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไม่รวมค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อยู่ที่ 28.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักจากการสิ้นสุดค่าเช่าใช้คลื่นความถี่เนื่องจากการหมดอายุสัญญาการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ร่วมกับ NT ค่าใช้จ่ายด้านโครงข่ายลดลง 27.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากการได้ใบอนุญาตคลื่นความถี่และการประหยัดต้นทุนจากการพัฒนาโครงข่ายให้ทันสมัย (Network Modernization) ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) เพิ่มขึ้น 5.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากค่าใช้จ่าย outsource และค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ต้นทุนอื่นในการให้บริการลดลง 8.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการประหยัดต้นทุนสุทธิจาก EPL
นับตั้งแต่การควบรวมกิจการเสร็จสมบูรณ์ ทรู คอร์ปอเรชั่น บันทึกการปรับตัวดีขึ้นของ EBITDA จำนวน 8.4 พันล้านบาท สำหรับไตรมาส 4/68 บริษัทฯ รายงาน EBITDA เพิ่มขึ้น 10.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และ 3.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการได้มาของใบอนุญาตคลื่นความถี่และการประหยัดต้นทุนที่เกี่ยวข้อง สำหรับทั้งปี 2568 EBITDA เพิ่มขึ้น 7.0% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จากการให้บริการปรับตัวดีขึ้น 6.9 จุดเปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อยู่ที่ 67.5% สำหรับไตรมาสนี้ ทั้งนี้ อัตราส่วนโครงสร้างทางการเงิน (Leverage) ของทรู คอร์ปอเรชั่น อยู่ที่ 4.0 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 4/2568 ลดลง 0.2 เท่า เมื่อเทียบทั้งกับปีก่อนหน้าและไตรมาสก่อน
สำหรับไตรมาส 4/68 ทรู คอร์ปอเรชั่น รายงานกำไรสุทธิหลังหักภาษี 4 พันล้านบาท บริษัทฯ บันทึกรายการที่ไม่ใช่เงินสดที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (One-Time Non-Cash Items) จำนวน 2.1 พันล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับการด้อยค่าของเงินลงทุน สินทรัพย์ และค่าความนิยม หักกลบด้วยกำไรจากสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีและเงินลงทุนในบริษัทร่วม เมื่อปรับปรุงผลกระทบจากรายการครั้งเดียวดังกล่าว กำไรสุทธิหลังหักภาษีมีจำนวน 6.1 พันล้านบาท ค่าใช้จ่ายด้านการลงทุน (CAPEX) ในไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 1.15 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน CAPEX ต่อยอดขาย 24% สำหรับไตรมาสนี้