CryptoShot: สหรัฐฯ อาจห้าม "ดอกเบี้ย Stablecoin"!!

ข่าวหุ้น-การเงิน Thursday March 5, 2026 18:03 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลที่มีกองทัพสหรัฐเป็นกองหนุนยังคงดำเนินต่อเนื่อง ทั่วโลกต่างให้การจับจ้องทั้งเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ รวมไปถึงราคาสินทรัพย์เสี่ยงอย่างทองคำและบิทคอยน์ แต่หากดูปัจจัยโดยรวม สถานการณ์ในช่วงนี้อาจจะไม่เหมาะกับการลงทุน การถือเงินสดอาจจะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดก็ได้!!

*สหรัฐฯ อาจห้าม "ดอกเบี้ย Stablecoin"!!

ล่าสุดมีรายงานว่า ผู้ถือ Stablecoin ในสหรัฐฯ อาจกำลังสูญเสียสิทธิในการได้รับ "รางวัล" หรือผลตอบแทนจากการถือเหรียญแบบ passive แล้ว!!

ประเด็นนี้กำลังเป็นข้อถกเถียงใหญ่ระหว่าง "ธนาคารแบบดั้งเดิม" กับ "แพลตฟอร์มคริปโทฯ" โดยฝั่งธนาคารมองว่า ถ้าแพลตฟอร์มคริปโทฯ ยังสามารถให้ผลตอบแทนกับคนที่ถือ Stablecoin ได้ ผู้ฝากเงินจำนวนมากก็อาจถอนเงินออกจากธนาคารเพื่อไปหาดอกเบี้ยที่สูงกว่าในตลาดคริปโทฯ ทางฝั่งธนาคารจึงต้องการให้กฎหมาย GENIUS Act ที่ห้ามผู้ออก Stablecoin จ่ายดอกเบี้ย ครอบคลุมไปถึงแพลตฟอร์มคริปโทฯ ด้วย

ในขณะที่ฝั่งคริปโทฯ มองว่านี่เป็นเพียงความพยายามของธนาคารที่จะปิดการแข่งขันจากโลกคริปโทฯ

อย่างไรก็ตาม การประชุมที่ทำเนียบขาวเพื่อหาทางออก ยังไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ อีกทั้งกฎเกณฑ์เกี่ยวกับ Stablecoin ใน Clarity Act ก็ยังไม่ชัดเจน จึงอาจทำให้กฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโทของสหรัฐฯ ยังเดินหน้าต่อไม่ได้ในช่วงนี้

*Trade War 2.0!! เมอร์เคิลเตือนมรสุมใหม่ เขย่าตลาดคริปโทฯ

เมื่อวานนี้ทาง เมอร์เคิล แคปปิตอล นำโดยนายวรเมธ จันทร์เสน Investment Consultant ได้พูดถึงสงครามการค้ายก 2 พร้อมออกมาเตือนว่า ปลายไตรมาส 1 ปีนี้ ตลาดโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากหลายด้าน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และนโยบายการค้า ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่ตลาดจับตาคือความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน!!

สถานการณ์นี้ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นเกือบ 20% ภายในสัปดาห์เดียว เพราะมีความเสี่ยงที่เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญอาจถูกปิด และผลคือราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วโลกกลับมาสูงอีกครั้ง ปัจจุบัน เงินเฟ้อของสหรัฐยังอยู่ราว 3% ซึ่งยังสูงกว่าเป้าหมายของเฟดที่ 2% ทำให้ตลาดเริ่มมองว่า ปีนี้เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้เพียง 2 ครั้งเท่านั้น หรืออาจลดน้อยกว่านั้นหากเงินเฟ้อยังไม่ลดลง

อีกประเด็นที่ตลาดกังวลคือ "นโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐ" ถึงแม้ว่าศาลจะมีคำตัดสินว่าประธานาธิบดี Donald Trump ไม่สามารถขึ้นภาษีเช่นนี้ได้ แต่ Donald Trump ก็ยังมีการประกาศภาษีนำเข้าทั่วโลก 15% ภายใต้กฎหมายมาตรา 122 เป็นเวลา 150 วัน และนักลงทุนยังกังวลว่าสหรัฐอาจใช้กฎหมายอื่น เช่น มาตรา 301 หรือ 232 เพื่อขึ้นภาษีเพิ่มอีกในอนาคต

สิ่งเหล่านี้นำไปสู่ Trade War 2.0 ทำให้นักลงทุนทั่วโลกเริ่มเข้าสู่โหมด Risk-off นั่นคือเพิ่มการถือเงินสดมากขึ้น ส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่า

ที่น่าสนใจคือ แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยแต่ราคาทองในสัปดาห์ที่ผ่านมากลับปรับตัวลดลง เพราะตลาดมองว่าราคาทองก่อนหน้านี้สะท้อนความเสี่ยงไปแล้ว ส่วนตลาดคริปโทฯ แม้จะถูกกดดันจากปัจจัยมหภาคเช่นเดียวกับสินทรัพย์เสี่ยงอื่น แต่ Bitcoin เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว โดยราคากลับขึ้นมาทดสอบบริเวณ 70,000 ดอลลาร์ ขณะที่ข้อมูล On-chain พบว่ากลุ่มนักลงทุนระยะยาวเริ่ม "ลดแรงขายลง"

สำหรับนักลงทุนคริปโทฯ เมอร์เคิล แคปปิตอล แนะนำว่า หากลงทุนเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น ควรพิจารณาลดความเสี่ยง แต่ถ้าถือเพื่อป้องกันเงินเฟ้อระยะยาว 1020 ปี ยังสามารถถือครองต่อได้

*Digital Bank Run? คนอิหร่านแห่ถอนคริปโทฯ หลังถูกโจมตี

ตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุโจมตีทางอากาศในอิหร่าน พบว่า เงินคริปโทฯ จำนวนมากไหลออกจากแพลตฟอร์มในประเทศอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลระบุว่า การถอนเงินจาก Nobitex ซึ่งเป็น Exchange ใหญ่ที่สุดของอิหร่าน เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 873% ภายในช่วงเวลาเดียว

นี่อาจเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "Digital Bank Run" หรือ ผู้ใช้งานรีบถอนสินทรัพย์ออกจากแพลตฟอร์ม เพราะกังวลต่อความเสี่ยงจากสถานการณ์สงคราม

แต่ในอีกมุมหนึ่ง นักวิเคราะห์บางรายก็มองว่า การเคลื่อนไหวของเงินคริปโทฯ ครั้งนี้ อาจไม่ได้หมายถึงการหนีทุนออกจากประเทศ แต่อาจเป็นเพียงการย้ายเหรียญไปเก็บในกระเป๋าเงินส่วนตัว หรือที่เรียกว่า Self-custody เพื่อป้องกันความเสี่ยงในช่วงที่สถานการณ์ไม่แน่นอน

อย่างไรก็ตาม ธุรกรรมบนบล็อกเชนมีลักษณะนามแฝง จึงยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเงินที่เคลื่อนย้ายเหล่านี้เป็นของใครกันแน่

คำถามสำคัญคือ นี่คือสัญญาณของการหนีทุนครั้งใหญ่จากอิหร่าน หรือเป็นเพียงการป้องกันความเสี่ยงของผู้ใช้งานคริปโทฯ ในช่วงสงคราม!!

https://youtu.be/tcth2NRHmiE


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ