HILITE: จับตา SCC สั่งปิดโรงงาน ROC ชั่วคราวรับพิษอิหร่านทำวัตถุดิบหาย 30% โบรกแนะเลี่ยงลงทุนระยะสั้น

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday March 9, 2026 08:51 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

บล.ลิเบอเรเตอร์ ระบุถึงกรณีที่ บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย [SCC] แจ้งหยุดผลิตโรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) ชั่วคราวจากปัญหาที่เกิดขึ้นในอิหร่านทำให้การขนส่งวัตถุดิบเพื่อนำมาผลิตต่อได้รับผลกระทบซึ่งวัตถุดิบที่จะเข้ามาช่วงมี.ค. จะหายไปราว 30% จากของที่ต้องใช้ ปกติบริษัทจะนำเข้าวัตถุดิบ 70% จากตะวันออกกลาง และอีก 30% จะซื้อในประเทศ ซึ่งการนำเข้าวัตถุดิบต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้ว่าโรงดังกล่าวจะสามารถใช้ก๊าซผลิตได้ แต่ใช้ได้เพียง 15-20% เท่านั้น หากผลิตภัณฑ์ที่ได้จะเป็นกลุ่มสินค้าทั่วไปทำให้เลือกที่จะปิดโรงงานดังกล่าวก่อน ส่วนที่ MOC สินค้าที่ผลิตเป็น HVA มีความได้เปรียบด้านกำไรมากกว่า

โรงงานดังกล่าวมีกำลังการผลิต 1.35 ล้านตัน ส่วน MOC มีกำลังการผลิต 2.05 ล้านตัน ส่วนที่ LSP กำลังการผลิต 1.35 ล้านตัน ขณะที่โรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ (MOC) และ LSP จะยังผลิตตามปกติ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อถึงปลายเดือนนี้อาจส่งผลต่อการผลิตใน MOC และ LSP ในลำดับถัดไป

ผลกระทบต่อ EBITDA จำกัด การหยุดผลิตโรงงานดังกล่าวเรามองว่าผลกระทบจำกัด เนื่องจากธุรกิจปิโตรฯ EBITDA ปี 68 อยู่ที่ 4,166 ลบ. คิดเป็น 8% ของ EBITDA ทั้งกลุ่มที่ 55,012 ลบ. ซึ่งในปีนี้ ก่อนหน้าเราคาดการฟื้นตัวคงยังจำกัด หากมีสถานการณ์ดังกล่าวคงไม่ส่งผลมากกว่าปัจจุบันแล้ว

แม้เราคาดว่าผลกระทบต่อการดำเนินงานจะจำกัด แต่หากการหยุดผลิต และต้นทุนที่เร่งตัวขึ้นทำให้ตลาดกังวลว่าการฟื้นตัวจะล่าช้ากว่าเดิม อีกทั้งหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานโดยรวมมากขึ้น เรากังวลมากขึ้นต่อการดำเนินงานในอนาคตจากปัจจัยลบที่เกิดขึ้นจากปัญหาวัตถุดิบ ระยะสั้นยังไม่แนะนำเข้าลงทุนจากปัจจัยลบดังกล่าว

ด้าน บล.ทรีนิตี้ มองว่าเหตุการณ์นี้เป็น negative ต่อ SCC ในเชิง volume ระยะสั้น โดยเฉพาะฝั่ง SCGC เพราะปัญหาหลักไม่ใช่ demand อ่อนตัว แต่เป็น ข้อจำกัดด้าน feedstock และ logistics ที่ทำให้บริษัทต้องลดการเดินเครื่องก่อน อย่างไรก็ดี

ผลกระทบสุทธิในเชิงกำไรอาจ ไม่แย่เท่าที่ตลาดกังวล เพราะ supply disruption เกิดพร้อมกันทั้งภูมิภาค ส่งผลให้ราคาปิโตรเคมีและ polymer ปรับขึ้นเร็ว ซึ่งช่วยชดเชยบางส่วนของ lost volume ได้

จุดที่ช่วยลดdownside ของ SCC คือโครงสร้างธุรกิจที่ยังมี Cement, Packaging และ investment cash flow ช่วยพยุงกลุ่มทำให้ความเสี่ยงด้าน liquidity ยังอยู่ในระดับควบคุมได้

ประเด็นที่ต้องติดตามมากที่สุดคือ ระยะเวลาการปิด/ติดขัดของช่องแคบฮอรมุซ หากคลี่คลายในช่วงไม่กี่สัปดาห์ ผลกระทบต่อ SCC จะมีลักษณะเป็นเพียง temporary operational disruption แต่หากยืดเยื้อเกินปลายเดือน-กลางเดือนหน้าความเสี่ยงต่อการหยุดเพิ่มของ cracker ทั้งไทยและเวียดนามจะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

โดยรวมเรามองว่า sentiment ระยะสั้นต่อ SCC ยังถูกกดดันจากความไม่แน่นอนของ SCGC แต่ในภาพใหญ่เหตุการณ์นี้

ยังไม่เปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันหรือฐานะการเงินของกลุ่มและหาก supply shock ดัน product spread ต่อเนื่องอาจทำให้ผลกระทบจริงต่ำกว่าความกลัวของตลาด

เบื้องต้นเราประเมินผลกระทบการปิด cracker ดังกล่าวไว้ประมาณ 1,500 ล้านบาท ต่อไตรมาส (กำลังการผลิต cracker ประมาณ 1 ล้านตันต่อปี , Margin USD200/ton) ราคาหุ้นปรับลดลงกว่า 20% ใน 1 สัปดาห์จากประเด็นการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ระยะสั้นยังคงได้แรงกดดันจากประเด็นดังกล่าวต่อไปจนกว่ากว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซจบลง เราจึงปรับคำแนะนำลงมาเป็น

ถือ แต่ยังคงราคาเป้าหมาย 225 บาท

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ