HILITE: เปิด Scenario เลวร้ายสุด! INVX หั่นเป้า SET เหลือ 1,100 จุด สั่งตั้งรับกำเงินสดฝ่าวิกฤตพลังงาน

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday March 9, 2026 10:22 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า ความกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีท่าทียกระดับความยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น ทำให้ล่าสุดเช้านี้ราคาน้ำมัน Brent ปรับขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 119.46 US$/bbl (+27%DoD) ทะลุ 110 US$/bbl ในรอบเกือบ 3.5 ปี (ช่วง ก.พ.-ส.ค. 65 ที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน) ส่วน SET เปิดมาทำจุดต่ำสุดที่ 1341.31 จุด (-4.9%DoD) และค่าเงินบาทอ่อนค่าแตะ 32.24 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

INVX มองว่า วิกฤติในตะวันออกกลางที่ยกระดับเข้าสู่ Scenario 3 (สงครามยืดเยื้อและขยายตัวระดับภูมิภาค) ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมทั้ง SET จะเข้าสู่ภาวะ Bear Market และเสี่ยงเกิดแรงเทขายหนัก (Forced Sell) ขณะที่จะมีการโยกเงินไปพักในสินทรัพย์ปลอดภัยแทน (Safe Haven) อาทิ ทองคำ, USD และตราสารหนี้ระยะสั้น

ส่วน GDP ไทยและ EPS SET ที่เดิมคาด 1.7% และ 95.7 บาท จะลดลงเป็น 1.1% และ 91 บาท ตามลำดับ ซึ่งหากอิง PER 14 เท่า ซึ่งเป็นระดับก่อนเงินทุนไหลเข้ารอบใหญ่ จะได้ SET ที่ระดับ 1,275 จุด อย่างไรก็ดี มีโอกาสค่า Equity Risk Premium จะสูงขึ้น (Yield Gap แคบลง) จนทำให้ Valuation ถูก De-rating ลงไปเทรดที่ PER 12 เท่า ในกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst-case) ที่ระดับ 1,100 จุด เพื่อสะท้อนเงินทุนที่ไหลออกอย่างรุนแรงได้ (ในอดีต SET เคยลงไปแตะระดับ 12 เท่าในช่วงวิกฤตหนักๆ เช่น COVID-19)

ช่วงสั้นมอง SET เกิดภาวะ Extreme Risk off จากวิกฤติในตะวันออกกลาง ดังนั้น กลยุทธ์ลงทุนตลาดหุ้นไทยจึงควรแบ่งตามระดับความเสี่ยงของนักลงทุน ดังนี้

หากนักลงทุนรับความเสี่ยงได้ต่ำและกังวลสงครามยืดเยื้อบานปลาย แนะนำ ถือเงินสดมากขึ้น (Cash is King) และลดน้ำหนักลงทุนในหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ 1) หุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมัน อาทิ กลุ่มปิโตรเคมี สายการบิน ยานยนต์ ท่องเที่ยว โรงไฟฟ้า SPP อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้ง รพ. ระดับบนที่มีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง และ 2) หุ้นที่หนี้ต่างประเทศสูงจากบาทอ่อนค่า อาทิ สายการบิน

Strategic Hedging โดยมองบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP PTT เพื่อ Hedging พอร์ตตามราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง (ควรตั้งจุด Trailing Stop หรือจุดล็อคกำไร เพราะหากสถานการณ์คลี่คลายจะเกิด sell on fact)

หากนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการเก็งกำไรโดยมอง "วิกฤตคือโอกาส" ควรใช้ 'Strategic Layering' โดยแบ่งไม้สะสมที่แนวรับสำคัญ 1320-1350/1275/1100 ใน 3 กลุ่ม ดังนี้

หุ้น High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความเสี่ยงให้แก่พอร์ตลงทุนระยะสั้น (สะสมก่อนขึ้น XD ใน มี.ค.-พ.ค. นี้) โดยเลือกหุ้นที่จ่ายเงินปันผลจากกำไรปี 68 (หักเงินปันผลจ่ายระหว่างกาลแล้ว) ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5% และราคาหุ้นผันผวนต่ำ (Beta < 1) อีกทั้งมีกำไรและฐานะการเงินที่มั่นคง ได้แก่ SIRI KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI

หุ้น Fast Rebound เพื่อดักเด้งหุ้นคุณภาพที่ลงแรงเกินเหตุ (Panic Sell) จากวิกฤติในอิหร่าน โดยเลือกหุ้น SET50 ที่มีค่า Beta > 1 ซึ่งหลังเกิดเหตุราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET ขณะที่กำไรได้รับผลกระทบโดยตรงจำกัดจากต้นทุนน้ำมันขึ้น ซึ่งคาดหวังตลาดฟื้นตัวจะมีเม็ดเงินไหลกลับ ได้แก่ GULF DELTA BJC HMPRO OSP CBG SAWAD MTC TIDLOR

หุ้น Sector Rotation (เน้นสลับเมื่อวิกฤติคลี่คลาย) เพื่อเข้ากลุ่มที่เสียประโยชน์จากต้นทุนน้ำมันขึ้นและมีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง โดยเลือกหุ้น SET100 ที่มีค่า Beta > 1 และราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET เพราะจะเป็นกลุ่มที่วิ่งแรงที่สุดในรอบถัดไป ซึ่งคาดหวังจะเกิด Short Covering ได้แก่ GPSC BGRIM AOT MINT CENTEL AWC ERW AAV IVL PTTGC IRPC TOP BH KCE


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ