เมื่อเวลา 10.40 น.ราคาหุ้น SCC ร่วง 10.75% มาที่ 166.00 บาท ลดลง 20.00 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1,260.53 ล้านบาท เปิดตลาดที่ 172.00 บาท ขึ้นไปสูงสุด 172.00 บาท และลงไปต่ำสุด 163.00 บาท
บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย [SCC] ซึ่งมี บมจ.เอสซีจี เคมีคอล (SCGC) เป็นบริษัทลูก เป็น 1 ในไม่ต่ำกว่า 7 โรงงานปิโตรเคมีที่ประกาศ Force majeure (เหตุสุดวิสัย) จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากปัจจุบัน SCGC ซื้อวัตถุดิบนำเข้า 70% ซึ่ง 70% ของวัตถุดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้วัตถุดิบที่จะเข้าโรงงานปิโตรเคมีในเดือน มี.ค. หายไปราว 30%
SCGC จึงตัดสินใจประกาศ Force majeure ปิดโรงงาน ROC เพื่อให้วัตถุดิบที่มีอยู่เพียงพอสำหรับโรงงาน Cracker อีก 2 แห่ง เราประเมินว่าหาก ROC ปิด 1 เดือน จะกระทบกำไรราว 170-200 ลบ.คิดเป็น 2% ของประมาณการกำไรทั้งปีของเรา ส่วนธุรกิจอื่นของ SCC กระทบจำกัดเพราะไม่ได้ใช้น้ำมันเป็นวัตถุดิบเป็นหลัก
บล.ทรีนิตี้ ระบุว่า SCC จัด quick call เพื่ออัปเดตผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางและการปิด/ติดขัดของช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของ feedstock และสินค้าปิโตรเคมีโลก
- ฝั่ง SCGC ระบุว่าโครงสร้างวัตถุดิบปัจจุบันประกอบด้วย ซื้อในประเทศราว 30% และ นำเข้าราว 70% โดยในส่วนที่นำเข้านั้น ประมาณ 70% ผ่าน Hormuz ทำให้บริษัทมี exposure ต่อเส้นทางดังกล่าวค่อนข้างสูง
- บริษัทติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน และพบว่าวัตถุดิบที่จะเข้ามาในเดือนมีนาคม หายไปประมาณ 30% ส่งผลให้ต้องเริ่มปรับแผนการผลิตทันที
- SCGC ตัดสินใจ หยุด cracker ในไทย 1 unit เพื่อยืดอายุ feedstock ที่เหลืออยู่ โดยจากปลายสัปดาห์นี้จะเหลือเดิน cracker เพียง 1 unit ในไทย ขณะที่ LSP เวียดนาม ยังได้รับผลกระทบน้อยกว่าเพราะใช้ gas feedstock ~70% และ liquid/naphtha ~30%
- หากสถานการณ์ยืดเยื้อและ Hormuz ยังไม่เปิดจนถึงปลายเดือน มีความเป็นไปได้ว่า cracker ทั้งในไทยและเวียดนามอาจต้องลดหรือหยุดในช่วงกลางเดือนถัดไป
- ฝ่ายบริหารชี้ว่าปัญหานี้ไม่ได้เกิดกับ SCC รายเดียว แต่ผู้ผลิตในหลายประเทศ เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ต่างเผชิญภาวะ feedstock shortage และเริ่มมีการประกาศ force majeure เป็นวงกว้าง
เรามองว่าเหตุการณ์นี้เป็น negative ต่อ SCC ในเชิง volume ระยะสั้น โดยเฉพาะฝั่ง SCGC เพราะปัญหาหลักไม่ใช่ demand อ่อนตัว แต่เป็นข้อจำกัดด้าน feedstock และ logistics ที่ทำให้บริษัทต้องลดการเดินเครื่องก่อน อย่างไรก็ดี ผลกระทบสุทธิในเชิงกำไรอาจไม่แย่เท่าที่ตลาดกังวล เพราะ supply disruption เกิดพร้อมกันทั้งภูมิภาค ส่งผลให้ราคาปิโตรเคมีและ polymer ปรับขึ้นเร็ว ซึ่งช่วยชดเชยบางส่วนของ lost volume ได้
จุดที่ช่วยลด downside ของ SCC คือโครงสร้างธุรกิจที่ยังมี Cement, Packaging และ investment cash flow ช่วยพยุงกลุ่ม ทำให้ความเสี่ยงด้าน liquidity ยังอยู่ในระดับควบคุมได้
ประเด็นที่ต้องติดตามมากที่สุดคือ ระยะเวลาการปิด/ติดขัดของ Hormuz หากคลี่คลายในช่วงไม่กี่สัปดาห์ ผลกระทบต่อ SCC จะมีลักษณะเป็นเพียง temporary operational disruption แต่หากยืดเยื้อเกินปลายเดือน-กลางเดือนหน้า ความเสี่ยงต่อการหยุดเพิ่มของ cracker ทั้งไทยและเวียดนามจะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยรวม เรามองว่า sentiment ระยะสั้นต่อ SCC ยังถูกกดดันจากความไม่แน่นอนของ SCGC แต่ในภาพใหญ่เหตุการณ์นี้ ยังไม่เปลี่ยนโครงสร้างการแข่งขันหรือฐานะการเงินของกลุ่ม และหาก supply shock ดัน product spread ต่อเนื่อง อาจทำให้ผลกระทบจริงต่ำกว่าความกลัวของตลาด
เบื้องต้นเราประเมินผลกระทบการปิด cracker ดังกล่าวไว้ประมาณ 1,500 ล้านบาท ต่อไตรมาส (กำลังการผลิต cracker ประมาณ 1 ล้านตันต่อปี , Margin USD200/ton)
ราคาหุ้นปรับลดลงกว่า 20% ใน 1 สัปดาห์จากประเด็นการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ระยะสั้นยังคงได้แรงกดดันจากประเด็นดังกล่าวต่อไปจนกว่ากว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซจบลง เราจึงปรับคำแนะนำลงมาเป็น "ถือ" แต่ยังคงราคาเป้าหมาย 225 บาท