นางสาวสินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ [TEGH] เปิดเผยว่า แผนการดำเนินธุรกิจในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้รวมเติบโต 10% แตะระดับ 22,000 ล้านบาท แม้อยู่ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังเต็มไปด้วยความผันผวน ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และแรงกดดันจากกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ โดยมีการเติบโตจากทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งยางธรรมชาติ น้ำมันปาล์ม และพลังงานทดแทนและรับบริหารจัดการกากอินทรีย์ โดยเฉพาะยอดขายยางแท่งคาดว่าจะพุ่งแตะ 280,000290,000 ตัน ทำ All Time High
ด้วยวิสัยทัศน์ Empowering the Low Carbon Value Chain บริษัทฯ ได้เปิดตัวสินค้ายางแท่งที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Block Rubber Carbon Neutral) ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าผู้ผลิตยางล้อที่ต้องการใช้วัตถุดิบที่สามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรองรับกับมาตรการ CBAM ที่เริ่มบังคับใช้แล้วในปีนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะสามารถรับรู้รายได้ในอนาคตอันใกล้นี้
ขณะที่ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ มีแนวโน้มผลงานดีต่อเนื่อง หลังจากบริษัทฯ ได้ปรับปรุงกระบวนการผลิต ซ่อมบำรุงเครื่องจักร ติดตั้งหม้อต้มไอน้ำ (Boiler) ลูกใหม่ และการติดตั้งหม้อนึ่งปาล์ม (Sterilizer) เพิ่มเติม ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้น และมีกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้นอีก 50% ภายในปีนี้ รวมถึงมีแผนที่จะขอการรับรอง ISCC corsia ในปีนี้ สำหรับน้ำมันที่สกัดได้จากทะลายปาล์มเปล่าและน้ำมันน้ำเสีย เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมการผลิตเชื้อเพลิงการบินชีวภาพจากน้ำมันและไขมันเหลือใช้ เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์รอง (By-Product) หลังจากที่ได้รับการรับรอง ISCC plus และ ISCC EU มาแล้วในปีที่ผ่านมา
ด้านธุรกิจด้านพลังงานทดแทนและบริหารจัดการกากอินทรีย์ มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องหลังจากประสบความสำเร็จจากโครงการขยายกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพเฟสที่ 1 เรียบร้อยแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการในส่วนของโครงการบ่อกากปิโตรเคมี ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 1/2569 และโครงการขยายกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพเฟสที่ 2 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/2569 ตามเป้าที่จะขยายความสามารถในการรับบริหารจัดการกากอินทรีย์รวมเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 1,100,000 ตัน และผลิตก๊าซชีวภาพรวมเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 58,000,000 ลูกบาศก์เมตร ในปี 2570 รวมทั้งจะมีการรับรู้รายได้จากการขาย Carbon Credit ที่จะได้รับการรับรองเพิ่มขึ้นตามปริมาณกากอินทรีย์ที่เพิ่มขึ้นด้วย พร้อมเดินหน้าโครงการหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งในและต่างประเทศเพื่อร่วมพัฒนาโครงการ Green Gas และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อการเติบโตในอนาคตต่อไป
"ผลการดำเนินงานปี 2569 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อน โดยเฉพาะยางแท่งที่ยอดขายมีโอกาสทำ ออล ไทม์ ไฮ โดยปัจจัยสนับสนุนมาจากอุตสาหกรรมยางล้อที่ยังคงเติบโตได้ในสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ประกอบกับราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้นในช่วงนี้ ส่งผลให้ราคายางสังเคราะห์ปรับตัวสูงขึ้น ราคาขายยางแท่งก็ปรับตัวดีขึ้นตาม อีกทั้งยังส่งผลดีต่อความต้องการใช้รถ EV ที่คาดว่าจะมีมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงด้านราคาน้ำมัน บวกกับความต้องการของลูกค้าในประเทศและต่างประเทศทั้ง จีน อินเดีย ยุโรปและสหรัฐอเมริกา
ทั้งยังคาดการณ์ว่าบริษัทฯ จะยังคงรักษาสัดส่วนยอดขายยางแท่งมาตรฐาน EUDR ได้ที่ 30-40% จากการที่ลูกค้าฝั่งยุโรป และประเทศอื่นๆ ยังคงมีความต้องการอยู่ ซึ่งยังไม่รวมความต้องการยางแท่งมาตรฐาน EUDR ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการที่สหภาพยุโรปจะเริ่มบังคับใช้ EUDR ในวันที่ 30 ธันวาคม 2569 นี้ รวมถึงโครงการขยายกำลังการผลิตยางแท่งที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 ทำให้กำลังการผลิตยางแท่งรวม เพิ่มขึ้นเป็น 432,000 ตันภายในปีนี้ ซึ่งจะสอดรับกับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า" นางสาวสินีนุช กล่าว