เมื่อเวลา 10.21 น. กลุ่มปิโตรเคมีเทรดคึกคัก
IVL บวก 9.95% มาที่ 22.10 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท มูลค่าซื้อขาย 547.64 ล้านบาท
PTTGC บวก 6.09% มาที่ 30.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.75 บาท มูลค่าซื้อขาย 564.28 ล้านบาท
SCC บวก 3.14% มาที่ 180.50 บาท เพิ่มขึ้น 5.50 บาท มูลค่าซื้อขาย 247.27 ล้านบาท
บล.กรุงศรี ระบุว่า ฝั่งปิโตรเคมีส่วนใหญ่ฟื้น w-w supply ตึงตัวขึ้นจากโรงผลิตบางส่วนลดการผลิต/หยุดผลิต
i) สายโอเลฟินส์ HDPE/PP spread +19-21% w-w มาที่ 451/ 482 เหรียญต่อตัน ได้ supply disruption กลบการ re-stock จีนที่ชะลอได้ ii) สายอะโรเมติกส์ PX spread +11% w-w จากความต้องการของ downstream iii) สายโพลีเอสเตอร์ (PET) integrated spread +40% w-w supply ตึงตัวขึ้น จากโรงผลิตบางส่วนลด run เพราะขาด feedstock อย่าง MEG (สายโอเลฟินส์)
คงมุมมอง มี.ค.69 สายโอเลฟินส์ฟื้น m-m (ฐานต่ำ) ได้ปัจจัยหนุนจากฤดูกาล re-stock รอบใหญ่ของจีน และ supply disruption จากสงครามในตะวันออกกลาง ทั้งนี้ มอง IVL และ PTTGC ที่พึ่งพา feedstock จากตะวันออกกลางน้อยกว่ากลุ่ม
ด้าน บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ระบุว่า IVL ส่วนต่างผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบ ขณะที่ได้รับผลกระทบจำกัดจาก supply disruption ในตะวันออกกลาง ให้ราคาเป้าหมาย 24 บาท ตัดขาดทุน 18.90 บาท
ส่วน บล.คิงส์ฟอร์ด มองว่า PTTGC แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/69 ฟื้นตัว QoQ แม้มีโรงงานโอเลฟินส์ OLE4 ปิดซ่อมบำรุงตามแผน อย่างไรก็ตาม คาดว่า spread สายโอเลฟินส์ที่ปรับตัวดีขึ้นในเดือน มี.ค.จะช่วยลดผลกระทบ เนื่องจาก supply feedstock Naphtha จากตะวันออกกลางที่หยุดชะงัก ส่งผลให้โรงงานปิโตรฯ บางรายต้องประกาศหยุดผลิตชั่วคราว ขณะที่ PTTGC ไม่ได้รับผลกระทบเพราะรับวัตถุดิบ Ethane จาก GSP ของ PTT และ Naphtha จากโรงกลั่นของตัวเองเป็นหลัก
ส่วนธุรกิจโรงกลั่นเด่นจาก GO spread ที่อยู่ในระดับสูงมากๆ รวมถึงจะพลิกกลับมามีกำไรสต๊อกน้ำมันดิบด้วย ทั้งนี้โรงกลั่นของ PTTGC ใช้น้ำมันดิบจากตะวันออกกลางเพียง 5-10% ส่วนใหญ่ซื้อจาก USA, WAF, Asia รวมถึงจะมีการบันทึกกำไรพิเศษจากธุรกรรม Asset Monetization จำนวน 2.3 พันล้านบาท แนะ "ซื้อเก็งกำไร" ราคาเป้าหมาย 28.00 บาท