บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ลุกลามเข้าสู่สงครามเศรษฐกิจและพลังงานอย่างเต็มรูปแบบ โดยในช่วงวันที่ 18-19 มีนาคม 2569 อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธโจมตีเขตนิคมอุตสาหกรรม Ras Laffan ของกาตาร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออก LNG ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปฏิบัติการนี้เป็นการตอบโต้หลังจากที่อิสราเอลได้ทำการโจมตีแหล่งก๊าซ South Pars ของอิหร่านก่อนหน้านี้
บริษัท QatarEnergy ยืนยันว่าเกิดความเสียหายอย่างกว้างขวาง ต่อโรงงาน Pearl GTL และโครงสร้างพื้นฐานด้าน LNG ทำให้เกิดเพลิงไหม้รุนแรง แม้จะควบคุมเพลิงได้แล้วในเบื้องต้น แต่กาตาร์จำเป็นต้องประกาศ ระงับการผลิต LNG ชั่วคราว โดยผลกระทบต่อ Supply โลก กาตาร์มีกำลังการผลิต LNG เป็นอันดับที่ 2 ของโลก (รองจากสหรัฐฯ) อยู่ที่ประมาณ 81 ล้านตันต่อปี (mtpa) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 19% ของอุปทาน LNG ทั่วโลก โดยผลผลิตกว่า 80% ถูกส่งออกไปยังภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก การหยุดชะงักนี้จึงถือเป็นการตัดเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานของโลก
เนื่องจากเหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นและโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหายหนัก จึงยังไม่มีกำหนดการที่ชัดเจน แต่การซ่อมแซมโรงงานระดับ Mega Project ในภาวะสงครามอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าจะกลับมาเดินเครื่องได้เต็มกำลัง
ทั้งนี้ ปัจจุบัน ประเทศไทยนำเข้า LNG จากกาตาร์เป็นอันดับต้นๆ โดยมีสัดส่วนประมาณ 21% - 25% ของปริมาณการนำเข้า LNG ทั้งหมด (สูสีกับออสเตรเลียและสหรัฐอเมริกา) และมีสัดส่วนการใช้ LNG ใน Pool Gas ทั้งหมดราว 36% (จากอ่าวไทย 54% และเมียนมา 11%)
ประเด็นดังกล่าวจะทำให้ ต้นทุน Pool Gas ของไทยจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะถูกส่งผ่านไปยังค่าเอฟที (Ft) ทำให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมต้องแบกรับภาระค่าไฟที่แพงขึ้น ซึ่งมองเป็นลบต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ที่มาร์จิ้นจะถูกทำให้แคบลง กดดันผลประกอบการ จึงแนะนำหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นโรงไฟฟ้า SPP อย่าง GPSC และ BGRIM ไปก่อน