พล.ต.พัชร รัตตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.หาดทิพย์ [HTC] กล่าวว่า ในปี 2569 ยังมีความท้าทายจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทยังเชื่อมั่นแรงส่งจากภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ รวมทั้งความต้องการของผู้บริโภคยังเติบโตทั้งในช่องทางร้านค้าปลีก (Traditional Trade) และร้านสะดวกซื้อ โดยจะเร่งสร้างยอดขายในช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากเป็นช่วง High Season ที่มีเทศกาลต่าง ๆ และอากาศร้อนหนุนการเติบโตปี 2569 โดยตั้งเป้าหมายรายได้โต 3-5% แตะระดับ 8,500 ล้านบาท จากปี 2568 ที่มีรายได้จากการขาย 8,258 ล้านบาท และตั้งเป้าปริมาณขายเติบโตราว 2-4%

พร้อมบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเตรียมงบลงทุนราว 6-7% ของรายได้รวม และอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อปรับแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ตั้งเป้ารักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) มากกว่า 40% พร้อมยืนยันยังไม่มีแผนปรับราคาสินค้า
สำหรับปี 2569 บริษัทฯ มองว่าภาพรวมการดำเนินธุรกิจยังคงต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยบริษัทได้รับผลกระทบโดยตรงแล้วผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และราคาบรรจุภัณฑ์ ซึ่งในกรณีสถานการณ์เลวร้ายที่สุด คาดผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นราว 100 ล้านบาท
พล.ต.พัชร ยืนยันว่าแม้ต้นทุนจะสูงขึ้น แต่บริษัทยังไม่มีแผนปรับขึ้นราคาสินค้าในขณะนี้ เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ผู้บริโภค และเพื่อรักษาปริมาณการขายไม่ให้ลดลง โดยบริษัทจะมุ่งเน้นการบริหารจัดการภายใน อาทิ การบริหารจัดการรายได้และการขายที่มีประสิทธิภาพในแต่ละช่องทาง ควบคุมต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในองค์กรอย่างเข้มงวด อาศัยความได้เปรียบจากการเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายโคคา-โคล่าทั่วโลกในการต่อรองราคาวัตถุดิบ รวมทั้งปรับเปลี่ยนเลือกใช้บรรจุภัณฑ์อื่น อาทิ กระป๋อง และขวดแก้ว
"น้ำอัดลมเป็นสินค้าที่ต้องติดตามดูแล ตามคำศัพท์ของกรมการค้าภายใน คือเราขึ้นราคาตามอำเภอใจไม่ได้ เราต้องแจ้งเขา แม้เราไม่ใช่สินค้าที่ถูกควบคุมแต่เราอยู่ใน Watch List ซึ่งถ้าเราจะขึ้นราคา เราก็ต้องไปปรึกษาหรือแจ้งกรมการค้าภายในก่อน"ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ เตรียมเร่งขยายการกระจายสินค้าและเพิ่มยอดขายในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มการใช้กำลังการผลิตของสายการผลิตขวดแก้วและบรรเทาความผันผวนจากราคาเม็ดพลาสติกที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยปัจจุบันยังมีจำนวนขวดแก้วเพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งมีแผนจะสั่งซื้อขวดแก้วเพิ่มแต่จะมีราคาที่สูงขึ้นเนื่องจากผลกระทบราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น โดยรายได้จากขวดแก้วในปี 2568 เติบโต 3% ซึ่งคาดว่ารายได้จากขวดแก้วจะเพิ่มขึ้นเป็น 6-7% ในปีนี้
สำหรับกิจกรรมการตลาดเพื่อสร้างการเติบโตของรายได้นั้น บริษัทฯ จะเดินหน้าผลักดันนวัตกรรมสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ไปแล้ว 3 รายการ ได้แก่ "แฟนต้า" รสสับปะรด และ "สไปรท์" ชิลล์ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังระดับพรีเมียม ได้แก่ "มอนสเตอร์ เอ็นเนอร์จี้" ซึ่งได้ออกสู่ตลาดแล้วตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาและได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี บริษัทฯ เชื่อมั่นว่านวัตกรรมใหม่ ๆ เหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการบริโภคและสร้างความคึกคักให้กับตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ได้ตลอดปี 2569
"แม้ความท้าทายในปี 2569 จะมีความซับซ้อนมากขึ้นจากปัจจัยภายนอก แต่บริษัทฯ มีประสบการณ์ในการบริหารความผันผวนและสามารถปรับตัวได้ดีตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผ่านการบริหารต้นทุนอย่างรอบคอบ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการใช้ประโยชน์จากการลงทุนให้คุ้มค่า รวมถึงการนำนวัตกรรมสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาดเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว และเมื่อพิจารณาจากการที่แบรนด์ของเรามีความนิยมเหนือสินค้าคู่แข่งค่อนข้างมากในพื้นที่ภาคใต้ เราเชื่อมั่นว่า ถ้าเราไม่ประมาทและสถานการณ์ความตึงเครียดไม่ลุกลามบานปลายจนเกินไปนัก เราจะสามารถจัดการกับความผันผวนและกลับสู่เส้นทางการเติบโตได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย" พล.ต.พัชร กล่าว