นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวในงานสัมมนา "The Successor : Beyond Legacy สานต่อธุรกิจ ส่งต่อคุณค่าสู่ความยั่งยืน หัวข้อ "Legacy to Listing : ถอดรหัสธุรกิจกงสี สู่บริษัทจดทะเบียน ดีจริงหรือ?" ว่าธุรกิจครอบครัวคือกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ พยายามดึงธุรกิจครอบครัวเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เจ้าของธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน เกิดความเข้มแข็งต่อเศรษฐกิจ และตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็จะมีบริษัทที่ดีเป็นตัวเลือกให้กับนักลงทุนมากขึ้น
"การที่เราแต่งตัวเตรียมพร้อมเข้าตลาดทุน เป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจของคนเอง และเป็นประโยชน์ต่อระยะยาวของประเทศด้วย เพราะถ้าเรามีบริษัทจดทะเบียนที่ดีในตลาดทุนไทย เศรษฐกิจก็จะมีการจ้างงานตามมา"โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างการศึกษาและเตรียมเสนอกับรัฐบาล เพื่อผลักดันหุ้น Dual Class Shares เพื่อช่วยให้เจ้าของธุรกิจครอบครัวสามารถระดมทุนได้โดยที่ยังรักษาอำนาจการบริหารงานไว้ได้ ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยดึงธุรกิจกงสีรายใหญ่เข้าสู่ตลาดทุนมากขึ้น
นายกิติพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นการยกระดับธรรมาภิบาล เพราะมีตัวกลางอย่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และผู้สอบบัญชีมาช่วยดูแลความโปร่งใส อีกทั้งการเข้าจดทะเบียนยังทำให้สามารถปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีสนับสนุนการดำเนินงาน ทำให้ประหยัดต้นทุน และท้ายที่สุดสามารถขยายธุรกิจไปในระดับภูมิภาคได้ พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการที่สนใจเข้ารับคำปรึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีมาตรฐานระดับสากล
"มีหลายธุรกิจที่ไม่อยากเข้าจดทะเบียนเพราะเรื่องกฎกติกา แต่กฎกติกาของตลาดหลักทรัพย์ฯ มีไว้เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เพราะฉะนั้นเชื่อว่าการที่ธุรกิจครอบครัวสนใจเข้าตลาดทุน จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย"โดยข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า ปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนกว่า 76% หรือราว 646 บริษัท เป็นธุรกิจครอบครัว คิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap.) ประมาณ 48% หรือกว่า 6.11 ล้านล้านบาท จากมูลค่าตลาดรวม 12.66 ล้านล้านบาท (ณ มิ.ย. 2568)
นอกจากนี้ ธุรกิจครอบครัวยังเป็นแหล่งจ้างงานหลัก คิดเป็น 74% ของการจ้างงานทั้งหมดในบริษัทจดทะเบียน หรือราว 1.47 ล้านตำแหน่ง สะท้อนบทบาทสำคัญต่อทั้งระบบเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีบทบาทสูง แต่ธุรกิจครอบครัวยังเผชิญข้อจำกัดในการเติบโตระยะยาว โดยเฉพาะ "ปัญหาภายในองค์กร" ที่ส่งผลต่อความยั่งยืนในรุ่นถัดไป โดยข้อมูลชี้ว่า อัตราความล้มเหลวในการสืบทอดธุรกิจครอบครัวยังสูงถึง 70% โดยมีสาเหตุหลักจากปัญหาการสื่อสารและความไว้วางใจในครอบครัว (60%) การขาดแผนสืบทอด (25%) และการไม่มีเป้าหมายองค์กรที่ชัดเจน ขณะที่อายุเฉลี่ยของธุรกิจครอบครัวอยู่ที่เพียง 15 ปี
ปัญหาดังกล่าวสะท้อนผ่านโครงสร้างการบริหารที่ยังไม่เป็นระบบ ทั้งด้านธรรมาภิบาล (Governance) ความขัดแย้งในครอบครัว (Trust & Conflict) ข้อจำกัดด้านการแข่งขัน (Growth Limitations) และความท้าทายในการแยกบทบาทระหว่าง "ครอบครัว" กับ "ธุรกิจ"
นายกิติพงศ์ กล่าวว่า ปัญหาหลักของธุรกิจครอบครัวไทยเชื่อมโยงกับ "คน-โครงสร้าง-ธรรมาภิบาล" ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าธุรกิจจะสามารถเติบโตต่อเนื่องหรือสะดุดในรุ่นถัดไป โดยบริบทดังกล่าว "การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์" จึงถูกมองเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับธุรกิจครอบครัวสู่ความยั่งยืน โดยไม่เพียงช่วยระดมทุนระยะยาว แต่ยังช่วยเพิ่มความโปร่งใส สร้างความน่าเชื่อถือ และลดความขัดแย้งภายในองค์กร
ซึ่งประโยชน์สำคัญของการเข้าตลาดทุน ได้แก่ การเข้าถึงแหล่งเงินทุนระยะยาว การเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ถือหุ้น การเสริมภาพลักษณ์องค์กร การดึงดูดบุคลากรมืออาชีพ รวมถึงการสร้างระบบบริหารจัดการที่ตรวจสอบได้และเป็นมาตรฐานสากล
อีกทั้งข้อมูลยังระบุว่า ตั้งแต่ปี 2558 ถึงกลางปี 2568 มีธุรกิจครอบครัวเข้าจดทะเบียนแล้ว 268 บริษัท หรือคิดเป็น 77% ของบริษัทที่เสนอขายหุ้น IPO สะท้อนแนวโน้มการใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือเติบโต
ขณะเดียวกัน แนวทางยกระดับธุรกิจครอบครัวสู่บริษัทมหาชนอย่างยั่งยืน สามารถดำเนินการผ่าน "6C Framework" ได้แก่ 1. การกำกับดูแลกิจการ (Corporate Governance) 2. โครงสร้างค่าตอบแทน (Compensation) 3. การสื่อสาร (Communication) 4. การบริหารความขัดแย้ง (Conflict Management) 5. ความเอื้ออาทร (Care) และ 6. การปรับตัว (Change)
ทั้งนี้ กรณีศึกษาทั้งในและต่างประเทศชี้ว่า ความขัดแย้งภายในครอบครัวอาจนำไปสู่วิกฤตธุรกิจได้ ขณะที่การปรับโครงสร้างองค์กร และเปิดรับผู้บริหารมืออาชีพ ถือเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจาก "กงสี" สู่ "บริษัทมหาชน" อย่างมีเสถียรภาพ
นอกจากนี้ ตลาดทุนไทยยังให้ความสำคัญกับธุรกิจในกลุ่ม New S-Curve เช่น สุขภาพ สิ่งแวดล้อม อาหาร และบริการ ซึ่งหากธุรกิจครอบครัวสามารถนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเปิดโอกาสขยายตลาดสู่ระดับอาเซียนและระดับโลกได้ในอนาคต
ทั้งนี้ โจทย์สำคัญของธุรกิจครอบครัวไทยจึงไม่ใช่เพียง "การเติบโต" แต่คือ "การอยู่รอดและส่งต่ออย่างยั่งยืน" ซึ่งต้องเริ่มจากการวางโครงสร้างที่ชัดเจน ควบคู่กับการยกระดับธรรมาภิบาล และใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนธุรกิจในระยะยาว