CryptoShot: อิหร่านตั้ง "ด่านเก็บเงิน" รับ Stablecoin กลางช่องแคบฮอร์มุซ!!

ข่าวหุ้น-การเงิน Thursday April 2, 2026 18:05 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

CryptoShot: อิหร่านตั้ง

ในขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติได้จริง หรือจะจบลงเมื่อไหร่ ที่แน่ ๆ คือประเทศทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤตการขาดแคลนพลังงานสำคัญ อย่าง น้ำมัน ราคาน้ำมันในประเทศไทยเองก็ปรับตัวสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดอย่างน่าใจหาย

ท่ามกลางความกดดันมากมาย อิหร่านกลับเลือกใช้ Stablecoin, เงินสด, เงินหยวน ในการรับชำระค่าผ่านทาง (ช่องแคมฮอร์มุซ) แสดงถึงการต่อต้านดอลลาร์และสหรัฐกลาย ๆ ดันยอดการใช้งาน Stablecoin พุ่ง

ผลลัพธ์ตอนท้ายจะเป็นอย่างไร??

*อิหร่านตั้ง "ด่านเก็บเงิน" รับ Stablecoin กลางช่องแคบฮอร์มุซ!!

เกาะติดข่าวสงครามกันก่อน เพราะล่าสุด "อิหร่าน" ได้เริ่มเก็บค่าผ่านทางเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกแล้ว!!

ทางกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมจากเรือที่ต้องการผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเริ่มต้นที่ 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นั่นหมายความว่าถ้าเป็นเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ อาจต้องจ่ายสูงถึงประมาณ 2 ล้านดอลลาร์ต่อเที่ยว

และวันนี้ ทางรัฐสภาอิหร่านได้อนุมัติกฎหมายนี้อย่างเป็นทางการ พร้อมกำหนดว่า "ห้ามเรือจากสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงประเทศที่ร่วมคว่ำบาตรอิหร่าน ผ่านเส้นทางนี้" งานนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเก็บเงินแล้ว แต่เป็นการ "ควบคุมเส้นทางพลังงานโลก" ไปพร้อมกันเลย

จุดที่วงการคริปโทฯ ต้องจับตาคือ อิหร่านรับชำระเงินเป็น Stablecoin อย่างเป็นทางการ นอกจากนั้น ยังมีการรับเงินหยวนจีน, เงินสด, หรือแม้แต่การแลกสินค้า ซึ่งการใช้ Stablecoin แบบนี้ถูกมองว่าเป็นการ "เลี่ยงระบบการเงินดั้งเดิม" ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯ และยุโรป

การที่อิหร่านตั้งด่านเก็บเงินและจำกัดบางประเทศไม่ให้ผ่านเส้นทางนี้ ทำให้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาพลังงานผันผวนและกดดันสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงคริปโทฯ ในระยะสั้น

  • หรือ Bitcoin จะไม่รอด? Satoshi เผย เคยเตือน "Quantum Computer" ตั้งแต่ปี 2010!

กระแสควอนตั้มจะทำลายบิทคอยน์กลับมาอีกครั้ง อาจทำให้หลายคนเกิดความสงสัยว่า บิทคอยน์จะยังไงกันแน่?? งานนี้ก็มีชาวเน็ตไปค้นกระทู้เก่าจาก Bitcointalk ของเมื่อวันที่ 10 ก.ค.2010 ซึ่งตอนนี้กลายเป็นหลักฐานสำคัญว่า Satoshi Nakamoto ผู้สร้างบิทคอยน์ได้รู้เรื่องนี้มาก่อน และถึงแม้ในตอนนั้นเทคโนโลยียังห่างไกลมาก แต่เขาก็มองเห็นความเสี่ยงนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว

ความเสี่ยงหลัก คือ Quantum Computer อาจสามารถถอดรหัสจาก Public Key เพื่อย้อนกลับไปหา Private Key ได้ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริง แปลว่าใครก็สามารถเข้าถึง Bitcoin ในกระเป๋าของคนอื่นได้

แต่นั่นไม่ใช่จุดจบของบิทคอยน์ เพราะถ้าวันหนึ่ง Quantum มาถึงจริง ระบบก็สามารถ "อัปเกรด" ได้ เช่น การเปลี่ยนไปใช้ algorithm ใหม่ หรือย้ายไปสู่ระบบเข้ารหัสที่ปลอดภัยกว่า

พูดง่าย ๆ คือ Bitcoin ถูกออกแบบมาให้ "ปรับตัวได้" ตั้งแต่แรก และถึงแม้จะมีความกังวลเรื่อง Quantum มากขึ้น แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยี Quantum Computer ยังไม่สามารถทำลายระบบของ Bitcoin ได้จริง ยังอยู่แค่ในระดับทดลองเท่านั้น และยังต้องใช้เวลาอีกมากกว่าจะถึงจุดนั้น

*ก.ล.ต. เดินเกมรุก! ออก 5 มาตรการ "ปราบทุนเทา" คุมเข้มคริปโทบัญชีม้า!!

มาแล้วกับวาระแห่งชาติ ล่าสุด ก.ล.ต. ประกาศ "ยกระดับ 5 มาตรการใหญ่" เพื่อสกัดทุนเทา แก้ปัญหาบัญชีม้า และการหลอกลงทุน ในตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล

โดยมาตรการที่ 1. คุมเข้ม KYC รู้ตัวตนลูกค้าให้ลึกขึ้น ผ่านการกำกับดูแลของผู้ประกอบธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบรายได้และอาชีพให้สอดคล้องกัน ติดตามพฤติกรรมการลงทุน หรือ ถ้ามีความเสี่ยงต้องทำ Enhanced KYC รวมถึงการฝาก-ถอนต้องชื่อเดียวกันเท่านั้น บวกกับธุรกรรมที่เสี่ยงสูงอาจถูกหน่วง และต้องมีการรายงานธุรกรรมต้องสงสัยไปยัง ปปง. ด้วย

มาตรการที่ 2. ตรวจเข้ม "ตัวจริง" ของเจ้าของธุรกิจ สำนักงาน ก.ล.ต. จะไม่ได้ดูแค่ผู้ถือหุ้นบนกระดาษแล้ว แต่จะดูไปถึงผู้มีอำนาจตัวจริงรวมไปถึง คนที่อยู่เบื้องหลัง และแหล่งเงินทุนของผู้ถือหุ้น แถมเพิ่มเงื่อนไข ห้ามเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน หรือก่อการร้าย ทั้งในไทยและต่างประเทศด้วย

มาตรการที่ 3. ไล่เส้นทางเงินจริงจัง ใช้ Blockchain Forensic Tool ตาม Risk-based อันนี้สำคัญมากในฝั่งคริปโทฯ โดย ก.ล.ต.จะยกระดับการ "ตามเงินให้ถึงปลายทาง" โดยใช้เครื่องมือ Blockchain Forensic Tool พร้อมเพิ่มมาตรการ เช่น ใช้ Travel Rule ส่งข้อมูลผู้โอนไปพร้อมกับธุรกรรม, คุมการโอนคริปโทฯ ให้เทียบกับเงินสด, คุม stablecoin ให้เทียบธุรกรรม FX และยังร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อคุมความเสี่ยงด้านเงินต่างประเทศด้วย

มาตรการที่ 4. เปิดข้อมูลให้โปร่งใสขึ้น บริษัทจดทะเบียนจะต้องเปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นให้ชัดเจน แจ้งรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ 10 อันดับ และรายงานเมื่อผู้ถือหุ้นเปลี่ยนทุก 5% ภายใน 3 วัน รวมถึงกำหนดหน้าที่กรรมการ เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และจะใช้ Data Analytics เชื่อมข้อมูลเพื่อตรวจจับความผิดปกติ

และ มาตรการที่ 5. ผนึกหลายหน่วยงานไล่ล่าทุนเทา สำนักงาน ก.ล.ต. จะทำงานร่วมกับหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงดิจิทัลฯ, ปปง. และคณะทำงาน "Connect the Dots" เพื่อเชื่อมข้อมูล ไล่เส้นทางเงิน และปิดแพลตฟอร์มผิดกฎหมาย รวมถึงทำงานร่วมกับพนักงานสอบสวน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ

https://youtu.be/l_CTFEX2a00


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ