บลูเบลล์ ชี้ช่องลงทุนสวนวิกฤต แนะสะสมหุ้น"สหรัฐฯ-เอเชีย"รับ Panic Sell ยังมั่นใจพื้นฐานเทคฯแกร่ง

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday April 3, 2026 13:52 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายณัฐพร ศรีเทียมทอง AISA ฝ่ายกลยุทธิ์ผลิตภัณฑ์ บล.บลูเบลล์ ระบุว่า ในช่วงไตรมาส 1/69 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกโดยรวมให้ผลตอบแทนเป็นลบ โดย ดัชนีหุ้นทั่วโลกยังคงปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องจากประเด็นสงครามในตะวันออกกลาง โดยก่อนที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะรุนแรงขึ้น จะเห็นได้ชัดว่าเงินทุนเริ่มไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี และหมุนเข้าสู่ตลาดหุ้นที่มีมูลค่าถูกกว่าและยังมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ดี เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ รวมถึงประเทศในกลุ่ม EM อื่นๆ

ปัจจัยหลักมาจากความกังวลว่า Valuation ของหุ้นเทคฯ อยู่ในระดับค่อนข้างตึงตัว ประกอบกับการลงทุนใน Data Center ของกลุ่ม Hyperscalers ที่อยู่ในระดับสูงมาก ทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงผลตอบแทนที่จะได้รับจากเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลนี้ โดยเฉพาะจาก 5 บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ที่คาดว่าจะมีการลงทุนรวมสูงถึงประมาณ 6.10 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กดดัน sentiment หุ้นกลุ่มเทคฯของนักลงทุนในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในสหรัฐฯ รวมถึงกลุ่มเทคฯในเอเชีย เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานโดยรวมยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่ม Hyperscalers ที่ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อความต้องการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Semiconductor, Data Center & Infrastructure, Energy รวมถึง Network & Hardware แม้ในระยะสั้นตลาดจะเผชิญแรงขายในลักษณะ Panic sell แต่เรามองว่านี่เป็นโอกาสในการทยอยสะสมสำหรับนักลงทุนระยะยาว

ตลาดหุ้นยุโรปในช่วงก่อนหน้าได้รับแรงหนุนจากกระแส Country Rotation อย่างชัดเจน เนื่องจากมีระดับมูลค่าหุ้น (Valuation) ที่ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ขณะเดียวกัน การเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ยังคงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับความคาดหวังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของเยอรมนี รวมถึงการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม (Defense Spending) ของหลายประเทศ ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลังจากที่เคยชะลอตัวในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นยุโรปในระยะหลัง มีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีกว่าคาด แม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เศรษฐกิจโดยรวมยังคงชะลอตัว

แม้ว่าภาพรวมของยุโรปจะมี Momentum ที่ดูฟื้นตัว แต่ระดับราคาพลังงานที่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สูงอาจสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในหลายประเทศ ส่งผลให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจ และปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อในการประชุมล่าสุด ปัจจัยดังกล่าวยังคงเป็นแรงกดดันต่อตลาดหุ้นยุโรป

ตลาดหุ้นเอเชียในช่วงต้นปี 69 ยังสร้างผลตอบแทนได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไทย ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับขึ้นโดดเด่น หลังพรรค LDP ชนะเลือกตั้งแบบถล่มทลาย พร้อมความคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและงบประมาณระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ฝั่งเกาหลีใต้ก็แข็งแกร่งเช่นกัน นำโดย Samsung Electronics และ SK Hynix จากดีมานด์เซมิคอนดักเตอร์ที่สูงและ Valuation ที่ยังน่าสนใจ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นจากความหวังการฟื้นตัวเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลาง ตลาดหุ้นจีนยังคงอ่อนตัวต่อเนื่อง จากเศรษฐกิจที่เปราะบาง โดยเฉพาะการบริโภคในประเทศ ภาวะเงินฝืด และภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นในระยะสั้น ตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเพิ่มความกังวลต่อภาวะ Stagflation โดยเงินเฟ้อยังคงถูกขับเคลื่อนจากฝั่งอุปสงค์ ขณะที่ตลาดแรงงานยังคงชะลอตัว โดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม EM ในเอเชียรวมถึงญี่ปุ่น ซึ่งมีการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง ทำให้มีความเปราะบางต่อแรงกดดันด้านเงินเฟ้อมากกว่าภูมิภาคอื่น แต่ถ้าหากสงครามเริ่มมีท่าทีที่คลี่คลายลงเรามองว่าตลาดหุ้นเอเชียจะกลับมามีความน่าสนใจอีกครั้ง

ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง อันเป็นผลจากความตึงเครียดของสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งยังคงกดดันบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ดังกล่าวอาจผลักดันให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น หากความขัดแย้งยืดเยื้อและ ช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงถูกปิด อย่างไรก็ตาม สัญญาณล่าสุดเริ่มเห็นว่าทั้งสองฝ่ายมีการยื่นข้อเสนอถึงกัน แม้จะยังปฏิเสธในรายละเอียด แต่สะท้อนถึงโอกาสในการเจรจาที่อาจเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า เราประเมินว่า หากมีพัฒนาการเชิงบวก เช่น การเริ่มต้นเจรจาอย่างเป็นทางการ หรือสามารถบรรลุข้อตกลงได้สำเร็จ จะช่วยให้บรรยากาศการลงทุนกลับเข้าสู่ภาวะ Risk-on อีกครั้ง และเป็นปัจจัยหนุนให้ตลาดหุ้นฟื้นตัว ขณะที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังคงให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นในช่วง YTD โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นตลาดเพื่อลดส่วนลดมูลค่า (Korea Discount) รวมถึงการปรับเพิ่มประมาณการกำไร (EPS Growth) อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากบริษัทขนาดใหญ่อย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix ฝั่งอเมริกาใต้เองก็สามารถรักษาโมเมนตัมเชิงบวกได้เช่นกัน โดยตลาดหุ้นยังคงให้ผลตอบแทนที่ดีต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี หนุนโดยการปรับประมาณการผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในทิศทางที่ดีขึ้น

กลยุทธ์ที่เราแนะนำ ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงอยู่ แต่ปัจจัยพื้นฐานบางประเทศหรือบาง Sector ยังคงดีอยู่ เรายังคงแนะนำ Overweight หุ้น โดยเน้นตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก เนื่องจากแนวโน้มกำไรของดัชนี S&P 500 ยังเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ขณะที่แรงขายที่ผ่านมา มองเป็นโอกาสทยอยสะสมสำหรับการลงทุนระยะยาว (แนะนำกองทุน SCBS&P500A) นอกจากนี้ ควรกระจายการลงทุนไปยังตลาดที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง เช่น ยุโรป (ES-EG-A), ญี่ปุ่น (ASP-NGF, ES-JE), เกาหลีใต้ (SCBKEQTG) และบราซิล (DAOL-BRAZILEQ) ซึ่งได้รับอานิสงส์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับสูง และแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ยังเติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งควรมีกองทุนในกลุ่ม Growth ติดพอร์ต (ES-GTECH) เพื่อเพิ่มโอกาสการเติบโต และเสริมสินทรัพย์นอกตลาด (ONE-LIFESET) เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ