บลจ.อีสท์สปริง ระบุว่า ในยุคที่ AI กำลังเปลี่ยนโลก ประเด็นหนึ่งที่นักลงทุนหลายคนอาจมองข้ามไป นั่นคือ "ไฟฟ้าจะมาจากไหน?" เพราะไม่ว่า AI จะฉลาดเพียงใด หากไม่มีไฟฟ้าป้อนเข้าระบบ ทุกอย่างก็หยุดนิ่ง Jensen Huang ซีอีโอของ NVIDIA เคยให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจในงาน World Economic Forum 2026 (Source: NVIDIA Blog/Davos WEF, as of 30 Jan 2026) ว่า AI ไม่ใช่เทคโนโลยีเดี่ยวๆ แต่มีองค์ประกอบสำคัญถึง 5 ชั้น โดยชั้นพื้นฐานที่สุดคือ "พลังงานไฟฟ้า" ขณะที่ Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft ก็ย้ำในทิศทางเดียวกันว่า ต้นทุนด้านพลังงานจะเป็นตัวกำหนดผู้ชนะในยุค AI (Source: CNBC, as of 30 Jan 2026) กองทุนเปิด Eastspring Smart Grid Infrastructure Fund หรือ ES-GRID จึงเป็นโอกาสที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึงธีมการลงทุนระยะยาวในโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งเป็นหัวใจของการเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
กองทุนเปิด Eastspring Smart Grid Infrastructure Fund (ES-GRID) เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในกองทุนหลัก First Trust NASDAQ Clean Edge Smart Grid Infrastructure Index Fund ในอัตราส่วนโดยเฉลี่ยในรอบปีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ กองทุนหลักบริหารจัดการโดย First Trust Portfolios L.P. ซึ่งเป็นบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำในสหรัฐฯ มีสินทรัพย์สุทธิขนาดใหญ่ถึง 8,420 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 264,000 ล้านบาท (Source: First Trust Portfolios L.P., as of 27 Feb 2026) จัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2009 มี Track Record ยาวนานกว่า 15 ปี
กองทุนหลักมีวัตถุประสงค์ในการสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี Nasdaq Clean Edge Smart Grid Infrastructure Index ซึ่งคัดเลือกบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะอย่างครบวงจร ตั้งแต่ผู้ผลิตสายส่งและโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า ผู้ผลิตมาตรวัดอัจฉริยะและอุปกรณ์ Data Center ผู้ให้บริการด้านซอฟต์แวร์ระบบจัดการพลังงาน ไปจนถึงผู้ผลิตแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน โดยลงทุนในบริษัทราว 100115 แห่งทั่วโลก (Source: First Trust Portfolios L.P., as of 31 Dec 2025)
กระบวนการคัดเลือกหลักทรัพย์ของกองทุนหลักเริ่มจากการกรองบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Smart Grid และโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า จากนั้นคัดเลือกเฉพาะบริษัทที่มีมูลค่าตลาดใหญ่กว่า 100 ล้านเหรียญ มีสภาพคล่องการซื้อขายเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าวันละ 500,000 เหรียญ และมี Free Float อย่างน้อย 20% ที่สำคัญ กองทุนเน้นลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Smart Grid โดยตรง (Pure Play) ประมาณ 80% ของพอร์ตลงทุน ซึ่งหมายถึงบริษัทที่มีรายได้จากธุรกิจ Smart Grid ไม่น้อยกว่า 50% ของรายได้ทั้งหมด ส่วนอีก 20% เป็นกลุ่ม Diversified ที่มีรายได้เกี่ยวข้อง 1050% หรือมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญขึ้นไป
บริษัทหลักที่กองทุนลงทุน ล้วนเป็นผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรม โดยกลุ่ม Top 5 ประกอบด้วย ABB Ltd จากสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นผู้นำด้านโซลูชันไฟฟ้าและระบบอัตโนมัติ ที่มีรายได้เติบโตต่อเนื่องจาก 26,100 ล้านเหรียญในปี 2020 เป็น 33,200 ล้านเหรียญในปี 2025 พร้อมอัตรากำไรขั้นต้นที่ขยายตัวจาก 30.1% เป็น 41.1% และมีมูลค่างานในมือ (Backlog) สูงถึง 36,800 ล้านเหรียญ (Source: ABB Quarterly Results, as of Dec 2025) ตามด้วย Schneider Electric จากฝรั่งเศสผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการพลังงานและระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ, Johnson Controls ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบอาคารอัจฉริยะ, National Grid จากสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้ารายสำคัญ และ Eaton Corporation ผู้นำด้าน Power Management ที่มีรายได้เติบโตจาก 17,900 ล้านเหรียญในปี 2020 เป็น 27,400 ล้านเหรียญในปี 2025 โดยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Data Center เติบโตจาก 14% ของรายได้รวมในปี 2023 เป็น 21% ในปี 2025 (Source: Eaton, as of Dec 2025)
ในแง่การกระจายการลงทุน กองทุนหลักเน้นลงทุนในกลุ่ม Industrials ราว 60.1%, Utilities 22.9% และ Information Technology 12.5% ด้านภูมิภาค กระจายไปยังอเมริกาเหนือ 41.4%, ยุโรป 38.4%, สหราชอาณาจักร 10.2% และเอเชีย 4.5% (Source: First Trust Portfolios L.P., as of 31 Dec 2025) การที่กองทุนมีน้ำหนักอยู่ในกลุ่ม Industrials และ Utilities เป็นหลัก ซึ่งมักมีรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ ทำให้ความผันผวนโดยรวมมักน้อยกว่าการลงทุนในกลุ่ม Technology โดยตรง
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนหลัก สามารถสร้างผลตอบแทนย้อนหลังเฉลี่ย 10 ปีได้ราวปีละ 20.7% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2025 ผลตอบแทนรายปีย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 29.6%, ย้อนหลัง 3 ปีเฉลี่ยปีละ 21.9% และย้อนหลัง 5 ปีเฉลี่ยปีละ 14.9% (Source: First Trust Portfolios L.P., as of 31 Dec 2025) ซึ่งล้วนเหนือกว่าดัชนี MSCI World Industrials ในทุกช่วงเวลา กองทุนหลักยังได้รับ Morningstar Overall Rating 5 ดาว ณ 31 ธันวาคม 2025 (Source: Morningstar, as of Dec 2025) สะท้อนคุณภาพการบริหารจัดการที่โดดเด่นในกลุ่มกองทุนประเภทเดียวกัน
ในส่วนของสถานการณ์ตลาดปัจจุบัน แม้สงครามสหรัฐฯอิหร่านจะสร้างความผันผวนให้ตลาดหุ้นทั่วโลก แต่ผลกระทบต่อกองทุนหลักค่อนข้างจำกัด เนื่องจากกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์สงครามโดยตรง ผลตอบแทนกองทุนหลักในกรอบเวลา Year-to-date ณ 18 มีนาคม 2569 ยังทำผลตอบแทนได้ +7.65% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง -3.68% และ Nasdaq ลดลง -5.66% ในสกุลเงินเดียวกัน (Source: Bloomberg, as of 18 Mar 2026) แสดงให้เห็นความทนทานของธีม Smart Grid ในภาวะตลาดผันผวน
นอกจากนี้ ในระยะกลางถึงยาว สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับเป็นตัวเร่งที่ตอกย้ำความสำคัญของ Smart Grid เพราะทุกครั้งที่เกิดวิกฤตพลังงาน รัฐบาลทั่วโลกยิ่งตระหนักว่าการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ต้องนำเข้าผ่านช่องแคบที่มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เป็นจุดอ่อนเชิงยุทธศาสตร์ที่ยอมรับไม่ได้ คำตอบคือการเร่งลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย กระจายแหล่งพลังงาน และเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าที่ยืดหยุ่นและมั่นคงมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทในพอร์ตของกองทุนนี้ทำอยู่ทุกวัน
ในส่วนของนโยบายดอกเบี้ย แม้ Fed จะชะลอการลดดอกเบี้ย ผลกระทบต่อกองทุนมองว่ามีเพียงเล็กน้อย เพราะ Sector หลักทั้ง Industrials และ Utilities มีรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ ความผันผวนน้อย จึงส่งผลต่อผลประกอบการและมูลค่ากิจการน้อยกว่ากลุ่ม Technology
ES-GRID เป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึงธีมการเติบโตระยะยาวของโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากเมกะเทรนด์หลายด้านที่บรรจบกัน ไม่ว่าจะเป็น AI, Data Center, รถยนต์ไฟฟ้า, พลังงานสะอาด หรือความมั่นคงด้านพลังงาน กองทุนหลักมีประวัติผลการดำเนินงานที่ดี มีการกระจายการลงทุนทั้งด้านภูมิภาคและอุตสาหกรรม และเน้นลงทุนในบริษัทที่มีรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอจากกลุ่ม Industrials และ Utilities ทำให้เหมาะกับการใช้กระจายพอร์ตการลงทุน