BCP ผนึก THAI ประเดิมใช้ SAF ที่ผลิตในไทย เที่ยวบินแรกสู่สิงคโปร์ หนุนการบินคาร์บอนต่ำ

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday July 17, 2026 10:02 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

กลุ่มบริษัท บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น [BCP] และบมจ.การบินไทย [THAI] ร่วมสร้างก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมการบินและพลังงานของประเทศ ด้วยการให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนHEFA-SPK SAFที่ผลิตในประเทศไทยเป็นครั้งแรกโดยกลุ่มบริษัทบางจากแก่เที่ยวบินTG 409เส้นทางกรุงเทพฯสิงคโปร์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สะท้อนความร่วมมือของสององค์กรไทยในการสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการบิน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายNet Zero

สำหรับHEFA-SPK SAFที่ใช้กับเที่ยวบินดังกล่าว ผลิตจากหน่วยผลิตHEFA-SPK SAF 100%แบบStand Aloneแห่งแรกของประเทศไทย ภายในโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง ดำเนินการโดยบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อเดือนพฤษภาคม2569มีกำลังการผลิตเริ่มต้น1ล้านลิตรต่อวัน ใช้น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วเป็นวัตถุดิบ ภายใต้ระบบที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากลISCC CORSIAและISCC EU

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น [BCP] กล่าวว่า อุตสาหกรรมการบินทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ โดยมีSAFเป็นกลไกหลักในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อตอบสนองต่อมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและข้อกำหนดการใช้SAFที่ทยอยบังคับใช้ในหลายประเทศ ซึ่งSAFที่ผลิตจากน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สูงสุดประมาณร้อยละ80ตลอดวัฏจักรชีวิตเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงอากาศยาน แบบดั้งเดิม ความร่วมมือระหว่างกลุ่มบริษัทบางจากและการบินไทยในครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการนำHEFA-SPK SAFที่ผลิตในประเทศไทยเป็นครั้งแรกมาใช้กับสายการบินแห่งชาติเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความพร้อมของประเทศไทยในการก้าวสู่อุตสาหกรรมการบินคาร์บอนต่ำ สอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรมการบินโลก

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้บริหารจากหลายประเทศในฐานะสมาชิกของWorld Economic Forumซึ่งแม้ว่าแต่ละประเทศจะมีความพร้อมและแนวทางแตกต่างกัน แต่ข้อคิดเห็นที่สอดคล้องกันคือSAFจะเติบโตได้เมื่อการลงทุนของภาคเอกชนดำเนินไปพร้อมกับทิศทางและนโยบายที่ชัดเจนจากภาครัฐ ผู้ผลิตต้องมองเห็นความต้องการของตลาด ขณะที่ผู้ใช้ต้องมีความมั่นใจเรื่องปริมาณ ราคา และเงื่อนไขการใช้SAFซึ่งเป้าหมายและกรอบเวลาที่ชัดเจนจะช่วยให้ทุกฝ่ายสามารถวางแผนไปในทิศทางเดียวกัน

สำหรับประเทศไทย หากเรามีเป้าหมายและกรอบเวลาในการนำมาใช้ที่ชัดเจน จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ และส่งเสริมการใช้SAFที่ผลิตในประเทศให้มากขึ้น โดยกลุ่มบริษัทบางจากจะพัฒนาระบบนิเวศของSAFอย่างต่อเนื่องร่วมกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ สนับสนุนการใช้วัตถุดิบหมุนเวียน เพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรชีวภาพที่เป็นจุดแข็งของประเทศ ตอบโจทย์การเติบโตของGDPสร้างการจ้างงานและความยั่งยืน เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และขยายโอกาสการเติบโตทางธุรกิจ ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.การบินไทย [THAI] กล่าวว่าการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินให้เติบโตอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิตพลังงาน ผู้ให้บริการด้านการบิน หน่วยงานกำกับดูแล ตลอดจนสายการบินและพันธมิตรทุกฝ่าย การได้ร่วมใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืนที่ผลิตในประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นการสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการร่วมพัฒนาระบบนิเวศด้านพลังงานและการบินที่มีความเข้มแข็งพร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมการบินสู่อนาคตที่ยั่งยืน

การจัดส่งHEFA-SPK SAFจากโรงกลั่นน้ำมันบางจาก พระโขนง สู่สนามบินสุวรรณภูมิ นำส่งผ่านระบบท่อส่งน้ำมันของบริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด (BPT)ไปยังคลังน้ำมันอากาศยานของบมจ.บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ [BAFS]ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ก่อนเข้าสู่ระบบเติมเชื้อเพลิงอากาศยานตามมาตรฐานเดียวกับน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานทั่วไป ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การจัดเก็บ การบริหารจัดการเชื้อเพลิงอากาศยาน ไปจนถึงการให้บริการแก่เที่ยวบินพาณิชย์ เพื่อสร้างระบบนิเวศการบินยั่งยืนให้กับประเทศไทย


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ