ท่ามกลางสงครามที่ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะหยุด กระแสประธานเฟดคนใหม่ที่ได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างนาย Kevin Warsh ถูกพูดถึงเป็นวงกว้าง ส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้นสินทรัพย์ที่เขาถือครองอยู่ นับว่าเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้น ๆ เลยทีเดียว แต่ตามกฎแล้วการเข้ารับตำแหน่งประธานเฟดจำเป็นจะต้องจัดการกับทรัพย์สินก่อนหน้าเสียก่อน รับรองว่างานนี้มีแต่คนจับตาดู!!
ช่วงนี้ชื่อของนาย Kevin Warsh เป็นที่ถูกพูดถึงในฐานะว่าที่ประธานเฟดคนใหม่ ขณะที่ประธานเฟดคนปัจจุบัน คือ นาย Jerome Powell กำลังจะหมดวาระในช่วงเดือน พ.ค.นี้ แน่นอนว่ากระบวนการคัดเลือกต้องมีการเปิดเผยทรัพย์สินและสินทรัพย์ที่ถือครองอยู่ แล้วปรากฎว่าถือคริปโทฯ อยู่มากเลย ไม่ว่าจะเป็น DeFi lending, เหรียญของโปรเจ็คต์ Layer 1 / Layer 2 รวมไปถึงบิทคอยน์
นอกจากนี้ นาย Warsh ยังมีหุ้นในบริษัทคริปโทฯ กว่า 12 บริษัท แต่ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนก้อนเล็ก ๆ เพราะหลายรายการมีมูลค่าต่ำกว่า 1,000 ดอลลาร์ แต่ที่พีคคือเขามีเงินกว่า 100 ล้านดอลลาร์อยู่ในกองทุน Juggernaut Fund และยังมีการลงทุนอีกหลายตัวที่มีมูลค่าถึง 1-5 ล้านดอลลาร์ต่อรายการ ซึ่งทั้งหมดนี้ "ต้องขายทิ้งหมด" ถ้าเขาจะขึ้นเป็นประธานเฟด
แล้วปัญหาคืออะไร? สำหรับการขายคริปโทฯ นั้นไม่ยาก ถ้าเราไม่มองเรื่องผลกระทบต่อราคาตลาด แต่การถอนเงินจากกองทุน Venture มัน "ไม่ได้ง่ายแบบนั้น" เพราะบางกองทุนอาจไม่มีสภาพคล่องขายไม่ได้ทันที และต่อให้ขายหมดแล้วก็ยังต้องเจอกฎอีกข้อหนึ่งนั่นคือ "ห้ามยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่มีผลต่อผลประโยชน์เดิมเป็นเวลา 1 ปี" แปลว่าช่วงแรกเขาอาจ "แตะไม่ได้เลย" กับนโยบายสำคัญของคริปโทฯ ไม่ว่าจะเป็น stablecoin, การจะให้ธนาคารถือคริปโทฯ, หรือแม้แต่ CBDC
แต่ในมองอีกมุมหนึ่งนาย Warsh ถือว่าเป็นคนที่ "เข้าใจคริปโทฯจริง" เพราะมีประสบการณ์ลงทุนตรง คุ้นเคยกับอุตสาหกรรมเป็นอย่างดี นี่อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้
ข่าวนี้รับรองถูกใจสายทองและสายคริปโทฯ แน่ เพราะล่าสุด "แม่ทองสุก" จับมือกับ Kubix ภายใต้กลุ่มธนาคารกสิกรไทย ทำหน้าที่ ICO Portal ยื่นไฟลิ่งออกโทเคนดิจิทัลภายใต้ชื่อ MTS Gold Investment Token เพื่อระดมทุนสูงสุดถึง 2,000 ล้านบาท
โปรเจ็กต์นี้ถือว่าเป็น "ครั้งแรกในไทย" ที่นำธุรกิจค้าทองคำแท่งมาทำเป็น Investment Token แบบจริงจัง โดยเงินที่ระดมได้อย่างน้อย 90% จะนำไปซื้อทองคำแท่ง 96.5% และอีกไม่เกิน 10% ใช้เป็นเงินหมุนเวียนในธุรกิจ
ในส่วนของตัวโทเคนจะถูกออกแบบให้ผูกกับการซื้อขาย "ทองคำแท่งจริง" ผ่าน "ห้างทองแม่ทองสุก" ซึ่งตอนนี้มีทั้งหมด 13 สาขา และยังมีแผนขยายไปทั่วประเทศในอนาคต
ทางด้านผลตอบแทน โทเคนนี้ให้ผลตอบแทน 2 ส่วน ส่วนแรก: ดอกเบี้ยคงที่ 3% ต่อปี และส่วนที่สอง: มีโอกาสได้ "กำไรเพิ่ม" ถ้าราคาทองตอนจบโครงการสูงกว่าตอนเริ่มต้น โดยราคาโทเคนละ 1,000 บาท ลงทุนขั้นต่ำ 10,000 บาท หรือ 10 โทเคน เป็นระยะเวลา 3 ปี เป็นแบบ "ซื้อแล้วถือยาว" (Buy and Hold) และจะไม่มีการลิสต์ในตลาดเทรดคริปโทฯ
สำหรับนักลงทุนรายย่อยลงทุนได้ไม่เกิน 300,000 บาท แต่ถ้าเป็นรายใหญ่สามารถลงทุนได้ไม่จำกัด ทั้งนี้ โครงการยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ก.ล.ต. และคาดว่าจะเปิดให้จองซื้อได้ ช่วงต้นไตรมาส 3 ปีนี้
ฝั่ง Kubix เองกล่าวว่านี่คืออีกก้าวสำคัญของวงการสินทรัพย์ดิจิทัลไทย เพราะเป็นการนำ "ธุรกิจจริง" อย่างทองคำแท่ง มาเชื่อมกับโลกของโทเคนดิจิทัล ซึ่งสามารถออกแบบโครงสร้างได้ยืดหยุ่น มากกว่าการระดมทุนแบบเดิม
ไม่แน่ โมเดลแบบนี้อาจกลายเป็นเทรนด์ใหม่ของการระดมทุนในไทยก็เป็นได้ แล้วนักลงทุนจะเลือก "ทองแบบโทเคน" แทนการถือทองจริงหรือเปล่า มารอดูตอนเปิดขายกัน!!
เอาใจคนถือ BNB กันหน่อย เพราะล่าสุด BNB Chain ประกาศเผาเหรียญครั้งใหญ่รอบไตรมาสที่ 35 โดยรอบนี้ มีการเผาเหรียญไปทั้งหมด 1,569,307 BNB คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.02 พันล้านดอลลาร์ หลังจากการเผารอบนี้ จำนวนเหรียญ BNB ที่เหลืออยู่ในระบบจะอยู่ที่ประมาณ 134.7 ล้านเหรียญ
หลายคนอาจสงสัยว่า "เผาเหรียญไปทำไม?" BNB มีการใช้ระบบที่เรียกว่า Auto-Burn เพื่อค่อย ๆ ลดจำนวนเหรียญให้เหลือแค่ 100 ล้านเหรียญในระยะยาว ซึ่งจำนวนที่เผาในแต่ละรอบจะคำนวณจากราคา BNB และจำนวนบล็อกที่เกิดขึ้นบนเครือข่าย ทำให้ระบบมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้
และนอกจากการเผาแบบรายไตรมาส BNB ยังมีการเผาแบบ "เรียลไทม์" จากค่าธรรมเนียมการใช้งาน หรือ gas fee ด้วย และอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือ โปรแกรมที่ชื่อว่า Pioneer Burn ที่ช่วย "ชดเชยเหรียญที่ผู้ใช้ทำหาย" โดยรวมเข้าไปในระบบการเผาเหรียญ
แนวทางของ BNB หลัก ๆ คือการลด supply ควบคุมจำนวนเหรียญในระบบ ซึ่งส่งผลดีระยะยาวต่อผู้ถือ แต่ถ้าซัพพลายลดลงแบบนี้ จะส่งผลต่อราคาในระยะยาวอย่างไร??
https://youtu.be/Lio1yiYT5Rs