นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ในปี 69 เริ่มเห็นสัญญาณบวกจากการที่ Fund Flow มีแนวโน้มไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงประเทศไทย ประกอบกับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐภายหลังการเลือกตั้งปี 69 ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยความเสี่ยงภายนอกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่อาจส่งผลต่อความผันผวนของราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก
กลยุทธ์การลงทุนภายใต้สภาวะตลาดที่เข้าสู่ช่วงการลดความตึงเครียด (De-Escalation) หลังมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ช่วยหนุนให้ตลาดกลับเข้าสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) ในช่วงสั้น ส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี,ปัญญาประดิษฐ์, ชิปเซมิคอนดักเตอร์, การบริโภค, การท่องเที่ยว รวมถึงช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องเตรียมรับมือความผันผวน จากผลกระทบของสงครามที่จะส่งผ่านมายังเงินเฟ้อ, เศรษฐกิจ, ทิศทางนโยบายการเงิน และกำไรบริษัทจดทะเบียน ในระยะต่อมา กลยุทธ์จึงแนะนำการจัดสรรสินทรัพย์ในรูปแบบพอร์ตการลงทุนที่มีความสมดุล (Balanced Portfolio) โดยเน้นกระจายสัดส่วนการลงทุนในกองทุนหรือตราสารประเภทหุ้น (Equity) 55% เช่น 8306 JP, 9984 JP, AAPL US, NVDA US, 2020 HK, EWY US, PTT, TRUE, GULF, CBG ASP-NGF, A-GRID, ASP-VIET-A, ASP-AIEQ, A-JEDI, ASP-POWER, ASP-DEFENSE, ASP-AAA-A ในกองทุนหรือตราสาร ประเภทตราสารหนี้ (Fixed Income) 30% อาทิ ASP-AAA-A, ES-GAINCOME-A และสินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Investment) 15% อาทิ ASP-PHF-UI, ASP-POINTAI-UI, MGALL-UH, TGSMART, SCBGEARA, WISDOM-FUND OF FUNDS
อีกทั้งเอเซีย พลัส ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ อย่าง Equity Linked Note (ELN), Fixed Coupon Note (FCN) ช่วยจัดการเสริมพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละคน
"กลยุทธ์ของเอเซีย พลัส ในปีนี้ จึงเน้นการผสานมุมมองการลงทุน เพื่อคัดกรองสินทรัพย์ กระจายความเสี่ยง และเฟ้นหาผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่า ปกป้องและสร้างความมั่งคั่งให้ลูกค้าในทุกสภาวะตลาด"นายเทิดศักดิ์ กล่าว