HILITE: SCC ร่วง 6% โบรกดาวน์เกรดรับ Sentiment เชิงลบหยุดเดินเครื่องโรงงาน LSP เวียดนามกระทบต้นทุนพุ่ง

ข่าวหุ้น-การเงิน Thursday April 23, 2026 10:05 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

เมื่อเวลา 09.56 น.ราคาหุ้น SCC ร่วง 6.01% ลดลง 14.00 บาท มาที่ 219.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 293.45 ล้านบาท จากราคาเปิด 220.00 บาท ราคาสูงสุด 221.00 บาท และราคาต่ำสุด 219.00 บาท

บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย [SCC] รายงานว่า แม้ช่วงที่ผ่านมา SCC ได้ดำเนินมาตรการต่างๆ ที่เหมาะสมในเชิงพาณิชย์เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นนอกช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีต้นทุนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อรักษาเสถียรภาพในการดำเนินงานและลดผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียให้น้อยที่สุด

แต่จากสถานการณ์ที่ยังคงยืดเยื้อและมีความไม่แน่นอนสูง c]tยังไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่าจะคลี่คลายได้ในระยะเวลาอันใกล้ บริษัทจึงมีความจำเป็นต้องหยุดเดินโรงงาน Long Son Petrochemicals Co., Ltd. (LSP) เป็นการชั่วคราวในช่วงกลางเดือน พ.ค.69 ทั้งนี้ ในการหยุดโรงงาน LSP ดังกล่าวมีผลกระทบต่อต้นทุนโดยประมาณ 250 ล้านบาทต่อเดือน

บล.ดาโอ กลับมามองเชิงลบอีกครั้งต่อแนวโน้มปริมาณขายรวม และมีมุมมองเชิงลบมากขึ้นจากข่าวนี้ต่อภาพรวมธุรกิจของ SCC ซึ่งเราเชื่อว่าจะเห็นปริมาณขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีรวมที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญในครึ่งแรกของปี 69 จากการหยุดดำเนินงานของทั้ง LSP และบริษัท ระยองโอเลฟินส์ จำกัด (ROC)

LSP และ ROC มีกำลังการผลิต (nameplate capacity) รวมของเอทิลีน (ethylene), โพรพิลีน (propylene), HDPE, และ PP คิดเป็น 60%/50%/34%/32% ของ capacity โดยรวม

เรายังคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ (olefins spread) ซึ่งได้ปัจจัยหนุนจากภาวะอุปทานขัดข้อง (supply shortage) จากผลกระทบของสงครามระหว่างอิสราเอล/สหรัฐอเมริกา (US)-อิหร่าน

HDPE spread เฉลี่ย QTD อยู่ที่ USD 535/ton เทียบกับ USD 324/ton ในไตรมาส 1/69

PP spread เฉลี่ยอยู่ที่ USD 491/ton เทียบกับ USD 330/ton ในไตรมาส 1/69

เราเห็นถึงความเสี่ยงขาลง (downside) ที่เป็นไปได้ต่อประมาณการกำไรสุทธิปี 69 ของเราที่ 1.66 หมื่นล้านบาท (+18% YoY) จากแนวโน้มปริมาณขายรวมผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่อาจน้อยกว่าที่เราคาดที่ 3.1 ล้านตัน (mt) ในปี 69 (เทียบกับ 2.8 mt ในปี 68) จากการวิเคราะห์ความอ่อนไหว (sensitivity analysis)

ประเมินว่าทุกๆ 1 เดือนที่ LSP และ ROC หยุดดำเนินงาน จะกระทบปริมาณการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีรวม (PE, PP) ประมาณ 120 พันตัน (kt) ในขณะเดียวกันเราประเมินว่า ROC จะมีต้นทุนคงที่ประมาณ 150 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่ LSP มีต้นทุนคงที่ ประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อเดือน (รวมค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ย)

บล.ดาโอ ปรับคำแนะนำลงเป็น "ถือ" หุ้น SCC แต่คงราคาเป้าหมายปี 69 ที่ 250.00 บาท อิงวิธี SOTP เบื้องต้นยังคงประมาณการกำไรสุทธิและราคาเป้าหมายไว้เหมือนเดิม เนื่องจากมองโอกาส LSP และ ROC จะกลับมาดำเนินงานได้หากสงครามยุติและมีการเปิด Hormuz ภายในไตรมาส 2/69 แต่ราคาปัจจุบันสะท้อน upside เป้าหมายที่จำกัดแล้ว จึงปรับคำแนะนำลง


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ