นายณัฐพศิน เชฎฐ์อุดมลาภ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.สเตลล่า เอ็กซ์ [STELLA] เปิดเผยภาพรวมการดำเนินงานและทิศทางธุรกิจ โดยเชื่อมั่นว่าปีนี้จะเป็นปีแห่งการ Turnaround ของบริษัทอย่างชัดเจน ผ่านกลยุทธ์การปรับโครงสร้างหนี้ การเคลียร์ปัญหาภายใน และการปรับโมเดลธุรกิจที่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มบนสินทรัพย์ที่มีอยู่ พร้อมวางแผนรุกธุรกิจพลังงานลมทั้งในและนอกประเทศ
"Turnaround" สำหรับ STELLA คือการที่ทุกอย่างดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จากอดีตที่เคยขาดทุนกว่า 2,000 ล้านบาท แต่ในปีนี้ผลประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นแน่นอน โดยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ทำการ "เคลียร์บ้าน" หรือสะสางปัญหาที่ค้างคามานาน โดยเฉพาะหนี้สินนอกงบประมาณจากการขายบ้านแบบการันตีการซื้อคืน (Investment Property) ซึ่งเคยมีภาระสูงถึง 2,000 ล้านบาท ปัจจุบันสามารถบริหารจัดการจนเหลือเพียง 1,000 ล้านบาทเศษ และคาดว่าจะจบในเร็วๆ นี้
"เรายอมรับว่าอดีตมีการ commit เรื่องดอกเบี้ยแต่ไม่ได้จ่ายจริงจนเกิดการฟ้องร้อง แต่ตอนนี้เราเข้าไปเคลียร์ ปรับโครงสร้างหนี้ ลดหนี้ และซื้อคืนไปได้เกินครึ่งแล้ว หากจบตรงนี้ได้ บริษัทจะเบาตัวลงอย่างมาก" นายณัฐพศิน กล่าว"อนาคตอันใกล้ผมว่าเห็นการ turn around แน่นอนปีนี้ ในหมวกตลาดทุนโครงสร้างภายในดีขึ้นเรื่อยๆ ส่วนฝั่งนักลงทุนหุ้นกู้ เราให้ความมั่นใจได้ว่าเรา commit เรื่องการชำระคืนทั้งดอกเบี้ยและเงินต้น หากจำเป็นจริงๆ เรามีบริษัทในกลุ่มที่มีกำลังพร้อมจะเข้ามาช่วยทำรายการเพื่อให้ทั้งกลุ่มไปได้ ดังนั้นไม่มีอะไรน่ากังวล"กางแผน 3 ธุรกิจหลัก: สลับข้างเน้น "โรงแรม" และ "สุขภาพ" ลุย "พลังงานลม"
โครงสร้างธุรกิจของ STELLA แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก โดยมีทิศทางที่ชัดเจน ดังนี้:
1. กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และโรงแรม (Core Business)
โรงแรม: ปรับกลยุทธ์จากเดิมที่เป็นธุรกิจรองให้ขึ้นมาเป็น Focus หลัก เนื่องจากเป็น Cash Cow ที่มีมูลค่าซ่อนอยู่ (Hidden Value) โดยเฉพาะที่ดินเขาใหญ่กว่า 1,000 ไร่ที่ยังใช้ไปไม่ถึงครึ่ง ปัจจุบันมีโรงแรม 2 แห่งที่ผลประกอบการดีและมีกำไร เตรียมเสริมศักยภาพอย่างแข็งแกร่งในปีนี้เพื่อรับผลประโยชน์ในปีหน้า โดยมีแผนดึงเชนโรงแรมระดับ 4-5 ดาวเข้ามาเสริมในอนาคต
อสังหาริมทรัพย์: ปรับลดการขึ้นโครงการขนาดใหญ่เพื่อลดการใช้เงินก้อนและการวางแบงก์การันตี แต่เน้นหมุนเงินเร็ว (Asset Turnover) โดยจะเปิดโครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดแบรนด์ "Nova" ย่านเวสต์เกต มูลค่า 600 ล้านบาท ในไตรมาส 2/69 และโครงการระดับ High-end แบรนด์ "Astra" ย่านพระราม 2
"จริงๆ เรามี cash cow ที่มี value ซ่อนอยู่เยอะ ก็คือตัวโรงแรม ตัวพื้นที่เขาใหญ่มีที่เปล่าอีกเยอะ และก็มีโรงแรมบนพื้นที่นั้นแล้ว 2 แห่ง ซึ่งผลประกอบการโรงแรมก็ก็ยังได้รับการตอบที่ดีอยู่ แม้ว่าเศรษฐกิจท่องเที่ยวมันจะกระทบบ้าง ต่างชาติไม่ค่อยเข้ามา Local demand ไม่ค่อยถึงช่วงนี้ แต่ว่ามันก็ยังไปได้ และในมุมนึง
เรามองว่าโรงแรมเราของมันดีมาก แต่เรายังไม่ได้ทำให้มันแบบจริงจังมาก เพราะแต่เดิมมันไม่ใช่ธุรกิจหลัก หลักมันคืออันแรกที่เป็นบ้าน แต่เราจะสลับข้างกันเราจะเน้นโฟกัสโรงแรม เพราะฉะนี้ก็จะเป็นขาโฟกัสสลับอีกแล้ว มุมนึงโรงแรมรายได้มันจะไม่ได้หวือหวามากเหมือนการขายบ้านที่ขายทีมันตู้มเป็นหลายร้อยล้าน แต่ว่าในมุมกำไรผมเชื่อว่าเต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนกันไม่แพ้การขายบ้าน"นายณัฐพศิน กล่าว
2. กลุ่มสุขภาพและการแพทย์ (Wellness & Medical) ยกระดับโรงพยาบาลพานาซีพระราม 2 หลังจากได้ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ใหม่จากโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงเข้ามาร่วมงาน โดยจะมุ่งเน้นแคมเปญ Longevity (การมีอายุยืนอย่างมีความสุข) ซึ่งเป็นเทรนด์โลก โดยวางตำแหน่งเป็น Wellness ที่มีโรงพยาบาลที่ให้บริการรักษาและดูแลสุขภาพครบวงจรรองรับ
3. กลุ่มพลังงาน บริษัทถือหุ้นในบริษัทชั้นนำอย่าง บมจ.เด็มโก้ [DEMCO] และ บริษัท วินด์ เอ็นเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง (WEH) ในส่วนของ WEH มีแผนขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมเดิมที่มี 1,000 MW ตั้งเป้าหมายปี 2040 ที่ 3,000 MW โดยเตรียมยื่นประมูลเพิ่มอีก 2,000 MW เมื่อภาครัฐเปิดประมูลพลังงานทดแทนรอบใหม่ และมองโอกาสขยายไปยังต่างประเทศ เริ่มจากประเทศฟิลิปปินส์ ที่มองว่ามศักยภาพด้านพลังงานลมค่อนข้างมาก
"ทิศทางประเทศมุ่งไปทางพลังงานสะอาดอยู่แล้ว โครงการเดิมก็มีความเสถียรในการจ่ายไฟ โครงการใหม่เราได้ Award มาแล้ว 300 MW โครงการใหม่ๆ เราเตรียมยื่นประมูลเพิ่มอีก 2,000 MW ในรอบหน้าเพื่อเตรียมความพร้อมเป้าหมายถึงปี 2040 เราต้องการ Secure ให้ได้ 3,000 MW เก่ามี 1000 บวกใหม่ที่อยากได้ 2000 ตอนนี้เทคโนโลยีดีขึ้น Cost ถูกลง แม้ภาครัฐจะลดการอุดหนุนลงแต่ก็ยังไปได้ นอกจากนี้เราเริ่ม Explore ตลาดที่ฟิลิปปินส์ด้วย" นายณัฐพศิน กล่าวนายณัฐพศิน กล่าวอีกว่า STELLA ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ปีนี้มาจากอสังหาริมทรัพย์ 60-70% (จากการเร่งระบายสต็อกและที่ดิน) โรงแรม 20% และ Wellness/พลังงาน อีกประมาณ 10% โดยภาพใหญ่ที่นักลงทุนจะได้เห็นคือ โครงสร้างหนี้ที่แข็งแรงขึ้น งบการเงินที่สะอาดขึ้น และผลการดำเนินงานที่มุ่งสู่ Net Profit หากเป็นไปตามแผนการขายสินทรัพย์ขนาดใหญ่
"ในโหมดของ STELLA เองมี 3 ขา ถามว่ามองเอาทั้ง 3 อันนี้ขยำรวมกันเป็นยังไง เราบอกว่าสุดท้ายแล้วเราอยากให้สามารถ offer service ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นทั้งขาสุขภาพเป็นรากฐานก็ดี รวมไปถึงในมุมไลฟ์สไตล์ในการไปเที่ยวใน property เรา หรือแม้กระทั่งการความเป็นอยู่ living เราก็แตะในมุมนี้ ซึ่งเชื่อว่าท้ายที่สุดมันมันจะผูกกันหมด
อย่างเช่นถ้าขาโรงพยาบาล เราไม่ใช่โรงพยาบาลธรรมดา เราเป็นเหมือน long term partner กันอย่างไร เราถึงขยายมาเราไม่ได้อยู่กับลูกค้าแค่ในโรงพยาบาล นอกโรงพยาบาลเราก็ตามมาดู ในโรงแรมเองก็มี Wellness ในบ้านเองก็มี element นี้เกี่ยวข้องไปด้วย เพราะฉะนั้นนี้ก็คือเป็นทิศทางของของธุรกิจ"นายณัฐพศิน กล่าว
พร้อมไปกับแนวทางการขยายธุรกิจ บริษัทเดินหน้าจัดการกับปัญหาหนี้ที่มีอยู่ราว 4,500 ล้านบาท โดยนายณัฐพศิน ย้ำว่าสินทรัพย์ขอบริษัทมีมากกว่าหนี้ที่มีประกอบด้วย หุ้นกู้ 1,000 ล้านบาท หนี้จากการซื้อคืนอสังหาฯ 1,200 ล้านบาท หนี้จาก WEH (ครบกำหนดปี 2571) 2,000 ล้านบาท หนี้กู้ยืมอื่นๆ ไม่ถึง 500 ล้านบาท
บริษัทจะเดินหน้ากลยุทธ์ลดหนี้ผ่านการขายสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ในการดำเนินธุรกิจหลัก (Non-core Assets) เช่น ที่ดินภูเก็ตมูลค่า 400 ล้านบาท, ที่ดินหลังเซ็นทรัลศรีราชา 500 ล้านบาท และการขาย Legend Siam มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท เพื่อลดระดับหนี้ให้อยู่ในเกณฑ์ Healthy ที่ไม่เกิน 1,000 ล้านบาท
"ผลประกอบการขา operation ทยอยดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันจะไปผูกกับเรื่องของชิ้นใหญ่ๆ ที่สามารถขายได้ ถ้าขายได้จริงๆ ตามแผน Top Line เราก็จะโดดเหมือนกัน พวก profit margin ต่างๆ เราคิดว่าดีขึ้นเพราะว่าเราขายของที่เราสร้างเองมากขึ้น แต่เดิมของที่เขาสร้างไว้ Cost เกินราคาหมดและบวม พอมันเป็นของที่เราสร้างเองเยอะขึ้นมันก็จะเห็นตัว gross profit ที่ดีขึ้น ถามว่าเรามองไปถึงกำไรเลยมั้ย Net profit มั้ย ผมก็ยังคิดว่าถ้าเราทำได้ตามแผนทุกสิ่ง ผมว่ามันก็เป็นไปได้ที่จะ turn around ได้ปีนี้"และแผนงานอีกส่วนหนึ่งในการบริหารหนี้คือการออกหุ้นกู้ โดย STELLA จะออกหุ้นกู้ชุดใหม่ เสนออัตราดอกเบี้ย 7.3% ต่อปี อายุ 1 ปี 6 เดือน โดยมีหลักทรัพย์ค้ำประกันสูงถึง 1.5 เท่า เพื่อนำเงินไปปรับปรุงและบริหารจัดการหนี้เดิม เพื่อลดภาระต้นทุนทางการเงิน ซึ่งบริษัทพร้อมให้ความเชื่อมั่นกับผู้ถือหุ้นกู้ว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย default
"หากเราจะปล่อย (ล้ม) ผมคงเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูไปนานแล้ว ไม่มานั่งแก้หนี้รายวันแบบนี้ ที่เราสู้เพราะเราไม่อยากให้ภาพลักษณ์เสีย และต้องการเปลี่ยนหนี้ที่ดอกเบี้ยแพงระดับ 10% มาเป็นหุ้นกู้เพื่อลดต้นทุนการเงิน มั่นใจได้ว่าในยุคบริหารของเราไม่มี Default หรือ Delay แน่นอน"