ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) (CGSI) ระบุว่า ในไตรมาส 1/69 บริษัทในกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ทำการศึกษาน่าจะมีกำไรสุทธิรวม 1.26 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% yoy และ 30% qoq เนื่องจากโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) ของ GULF มีการส่งจ่ายไฟฟ้าแข็งแกร่งและส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้น ขณะที่ประมาณการว่ารายได้รวมจะเติบโต 16% yoy และ 20% qoq ส่วน operating leverage น่าจะดีขึ้นเพราะอัตราส่วน SG&A/รายได้ลดลงทั้ง yoy และ qoq
อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของกลุ่มน่าจะหดตัวเพราะ EGCO (โรงไฟฟ้าเคซอน) และ BGRIM
ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ประเมินว่า แนวโน้มกำไรของกลุ่มจะยังเติบโตต่อเนื่อง qoq ในไตรมาส 2/69 แต่ในอัตราที่ลดลง โดยคาดโรงไฟฟ้า IPP จะยังมีการส่งจ่ายไฟฟ้าสูงในช่วงที่อากาศร้อน บวกกับส่วนแบ่งจากโรงไฟฟ้าในต่างประเทศยังคงแข็งแกร่ง
ขณะเดียวกัน คาดว่า EGCO จะฟื้นตัวต่อเนื่อง qoq ด้วยส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯ,โรงไฟฟ้าพลังน้ำในสปป.ลาว และโครงการ Paju ES ส่วน BCPG น่าจะยังมีส่วนแบ่งกำไรสูงจากรายได้ค่าความพร้อมจ่าย (CP) ของโรงไฟฟ้าในสหรัฐฯและโครงการ Monsoon wind farm ในทางกลับกัน คาดว่า BGRIM จะยังถูกกดดันจากปัจจัยลบด้านค่าก๊าซและปริมาณขาย
ยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) ในกลุ่มโรงไฟฟ้า เนื่องจากแรงกดดันด้านต้นทุนค่าก๊าซและอัตราค่าไฟฟ้าจำกัด upside ของทั้งกลุ่ม ขณะที่การประเมินมูลค่าน่าจะมี upside เฉพาะบางบริษัทไม่ได้เหมารวมทั้งกลุ่ม ดังนั้น แม้จะยังมีปัจจัยหนุนจากความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง แต่ต้นทุนก๊าซที่สูง, กลไกการกำหนดค่าไฟฟ้าที่อิงกับค่า Ft และอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงจะยังจำกัด upside ของกลุ่ม
ยังคงเลือก GULF เป็นหุ้น Top pick เพราะเมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้ว บริษัทมีสัดส่วนโรงไฟฟ้า IPP สูง ที่มีค่าความพร้อมจ่าย, มี operating leverage ที่แข็งแรงและฐานกำไรที่กระจายความเสี่ยงได้ดี รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่มาช่วยเสริมและกระจายความเสี่ยง
โดย upside risk ของกลุ่มจะมาจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ที่มาเร็วกว่าคาดและต้นทุนก๊าซที่ลดลง