บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ [GULF] รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 16,134 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% เมื่อเทียบกับ 12,699 ล้านบาท ในไตรมาส 1/68 ในขณะที่กำไรสุทธิ (net profit) ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ (รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน) ในไตรมาส 1/69 เท่ากับ 9,117 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% จาก 6,564 ล้านบาท โดยอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนตัวลงจาก 31.74 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เป็น 32.99 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นไตรมาส 1/69

กลุ่มบริษัทมีรายได้รวม (total revenue) อยู่ที่ 39,041 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จาก 32,344 ล้านบาท ในไตรมาส 1/68 และมีกำไรจากการดำเนินงาน (core profit) อยู่ที่ 9,326 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% จาก 6,506 ล้านบาท
สาเหตุหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจพลังงาน ทั้งกลุ่มโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ในส่วนของธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ บริษัทรับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากกลุ่ม GJP จำนวน 614 ล้านบาทในไตรมาส 1/69 เติบโต 251% จาก 175 ล้านบาทในไตรมาส 1/68 เนื่องจากโครงการ IPP ทั้ง 2 โครงการภายใต้กลุ่ม GJP ได้แก่ โรงไฟฟ้ากัลฟ์ อุทัย (GUT) และโรงไฟฟ้ากัลฟ์ หนองแซง (GNS) มีปริมาณการขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพิ่มขึ้น ตามความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมของประเทศที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ GNS มี load factor เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 4% ในไตรมาส 1/68 เป็น 32% ในไตรมาสนี้
ขณะเดียวกัน กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 7 โครงการ ภายใต้กลุ่ม GJP มีปริมาณการขายไฟฟ้าให้กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มลูกค้าในหลายอุตสาหกรรม ได้แก่ ยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ อาหารและเครื่องดื่ม และสิ่งทอ โดยมี load factor เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 56% ในไตรมาส 1/68 เป็น 62% ในไตรมาสนี้
นอกจากนี้ โครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ศรีราชา (GSRC) และโครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ปลวกแดง (GPD) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP ภายใต้กลุ่ม IPD มีกำไรเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ.เพิ่มขึ้น โดย GSRC มี load factor เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 55% ในไตรมาส 1/68 เป็น 80% ในไตรมาส 1/69 ในขณะที่ GPD มี load factor เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 55% ในไตรมาส 1/68 เป็น 76% ในไตรมาสนี้
นอกจากนี้ บริษัทยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 208 ล้านบาทในไตรมาส 1/69 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 30 ล้านบาทในไตรมาส 1/68 จากค่า Capacity Payment ที่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 29 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในไตรมาส 1/68 เป็น 270 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวันในไตรมาส 1/69 ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในตลาด Pennsylvania-New Jersey-Maryland Interconnection (PJM) แม้ว่าปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าในไตรมาส 1/69 จะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากระยะเวลาในการปิดซ่อมบำรุงที่นานขึ้นในไตรมาสนี้
ในส่วนของธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในไตรมาส 1/69 บริษัทรับรู้ผลกำไรเต็มไตรมาสจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (solar farms) และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (solar farms with battery energy storage systems: solar BESS) ในประเทศ ซึ่งได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติมอีก 7 โครงการ ในช่วงปลายปี 2568 รวมกำลังการผลิตติดตั้ง 597 เมกะวัตต์ ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทฯ มีโครงการ solar farms และ solar BESS ที่ทยอยเปิดดำเนินการไปแล้วรวม 12 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,129 เมกะวัตต์
สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมแม่โขงในประเทศเวียดนาม บริษัทฯ ได้บรรลุข้อตกลงอัตราค่าไฟฟ้าใหม่กับการไฟฟ้าเวียดนาม (EVN) ที่ 7.2 เซนต์สหรัฐฯ ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นจากอัตราค่าไฟฟ้าเดิมที่เคยถูกปรับลดลงชั่วคราวมาอยู่ที่ 3.9 เซนต์สหรัฐฯ ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง ส่งผลให้ในไตรมาสนี้ บริษัทฯ บันทึกรายได้ค่าไฟย้อนหลังตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 ถึงเดือนมกราคม 2569 เป็นจำนวน 636 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Borkum Riffgrund 2 (BKR2) ในประเทศเยอรมนี 381 ล้านบาทในไตรมาส 1/69 เพิ่มขึ้น 79% จาก 213 ล้านบาทในไตรมาส 1/68 สาเหตุมาจากความเร็วลมเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นจาก 9.2 เมตร/วินาที ในไตรมาส 1/68 เป็น 10.3 เมตร/วินาทีในไตรมาสนี้
อีกทั้ง บริษัทฯ รับรู้ผลกำไรจากโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลกัลฟ์ จะนะ กรีน (GCG) จำนวน 50 ล้านบาท ในไตรมาส 1/69 ซึ่งพลิกจากผลขาดทุนจำนวน 30 ล้านบาท ในไตรมาส 1/68 โดยมีสาเหตุหลักมาจากปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ. ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นทุนราคาไม้เฉลี่ยที่ลดลงจาก 1,155 บาท/ตัน ในไตรมาส 1/68 เป็น 668 บาท/ตัน ในไตรมาสนี้
อย่างไรก็ดี ปัจจัยบวกดังกล่าวถูกชดเชยจากส่วนแบ่งกำไร core profit ที่ลดลงจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมภายใต้กลุ่ม Gulf Gunkul โดยส่วนแบ่งกำไรปรับตัวลดลง 43% จาก 226 ล้านบาทในไตรมาส 1/68 เป็น 130 ล้านบาทในไตรมาส 1/69 จากความเร็วลมเฉลี่ยที่ลดลงจาก 6.4 เมตร/วินาที เป็น 5.0 เมตร/วินาที ประกอบกับค่า Ft ขายส่งเฉลี่ยที่ลดลงจาก 0.29 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมง เป็น 0.06 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมง
ในส่วนของธุรกิจทรัพยากร ในไตรมาส 1/69 บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากโครงการ PTT NGD จำนวน 124 ล้านบาท ลดลง 49% จาก 242 ล้านบาท ในไตรมาส 1/68 โดยมีสาเหตุหลักจากการรับรู้ผลขาดทุนจากสัญญาอนุพันธ์ เนื่องมาจากราคาน้ำมันเตาที่สูงขึ้น แม้ว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะปรับตัวดีขึ้นจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ลดลงในสัดส่วนที่สูงกว่าราคาน้ำมันเตาที่ลดลง โดยราคาน้ำมันเตาเฉลี่ยลดลงจาก 76.4 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เป็น 74.5 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล
สำหรับธุรกิจจัดหาและขนส่งก๊าซธรรมชาติภายใต้ GLNG และ HKH ในไตรมาส 1/69 บริษัทฯ ได้นำเข้า LNG รวมทั้งสิ้น 18 ลำ หรือประมาณ 1.2 ล้านตัน ส่งผลให้บริษัทฯ รับรู้ผลกำไรจำนวน 204 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 140% จาก 85 ล้านบาท ในไตรมาส 1/68 จากปริมาณการนำเข้า LNG ที่เพิ่มขึ้นและการดำเนินกลยุทธ์ LNG optimization
ในไตรมาส 1/69 บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จาก บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส [ADVANC] หรือ AIS จำนวน 4,461 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% จาก 3,314 ล้านบาทในไตรมาส 1/68 จากผลประกอบการที่ดีขึ้นของ AIS จากการเพิ่มขึ้นของ ARPU ทั้งจากธุรกิจโทรศัพท์มือถือและธุรกิจ Fixed Broadband ประกอบกับ ต้นทุนการดำเนินงานลดลงตามต้นทุนโครงข่ายและคลื่นความถี่
ณ วันที่ 31 มี.ค.69 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 820,652 ล้านบาท หนี้สินรวม 442,532 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 378,120 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (net interest-bearing debt to equity) อยู่ที่ 0.91 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 0.85 เท่า ณ วันที่ 31 ธ.ค.68 จากหนี้สินระยะยาวที่เพิ่มขึ้นจากการออกและจำหน่ายหุ้นกู้จำนวน 35,000 ล้านบาทในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา
นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน เปิดเผยว่า บริษัทยังคงประมาณการการเติบโตของรายได้รวมในปี 69 อยู่ที่ประมาณ 10-15% จากการทยอยรับรู้รายได้จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดดำเนินการของโครงการใหม่ ซึ่งในปีนี้โครงการโรงไฟฟ้าของบริษัทฯ จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติมรวมประมาณ 700 เมกะวัตต์ ได้แก่ โครงการ solar farms และ solar BESS ในประเทศจำนวน 6 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 623 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเชียงใหม่ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี (CM WTE) กำลังการผลิตติดตั้ง 10 เมกะวัตต์ และโครงการ solar rooftop ภายใต้ GULF1 คาดว่าจะทยอยจ่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าเพิ่มอีก 60-70 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ของบริษัทฯ
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทในไตรมาส 2/69 คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยสนับสนุนหลักจากกลุ่มธุรกิจพลังงาน ทั้งจากปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าให้ กฟผ. ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามความต้องการในช่วงฤดูร้อน ประกอบกับ ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson จากค่า Capacity Payment ปรับเพิ่มขึ้นจาก 270 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน เป็น 329 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก data center ในตลาด PJM
นอกจากนี้ ในไตรมาส 2/69 บริษัทฯ จะรับรู้ผลกำไรจากการจำหน่ายหุ้น 51% ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำปากลายให้ J-Power ประมาณ 1,900 ล้านบาท รวมถึงการรับรู้รายได้จากเงินปันผลรับจาก KBANK ประมาณ 2,800 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างกระแสเงินสดและผลการดำเนินงานโดยรวมให้เป็นไปตามเป้าหมาย
ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมั่นคงในระยะยาว สำหรับธุรกิจพลังงาน บริษัทฯ มีแผนที่จะเข้าร่วมพัฒนาโครงการต่าง ๆ ตามนโยบายของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน (energy transition) รวมถึงโครงการนำร่อง direct PPA ประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มธุรกิจ data center
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนเข้าร่วมพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน กำลังการผลิตรวม 1,500 เมกะวัตต์ ซึ่งรัฐบาลเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าร่วมพัฒนาเพื่อกระจายไฟฟ้าสะอาดสู่ภาคครัวเรือนทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ มุ่งขยายฐานการลงทุนไปยังตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะในยุโรปและสหราชอาณาจักร พร้อมแผนจัดตั้งสำนักงาน ณ กรุงลอนดอน เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการการลงทุนและขับเคลื่อนการขยายธุรกิจในภูมิภาคยุโรปอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
บริษัทฯ ยังเห็นโอกาสการเติบโตในธุรกิจดิจิทัล ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลอย่างครบวงจร โดยมุ่งเน้นการพัฒนา data center ระดับ hyperscale และตั้งเป้าขยายกำลังการให้บริการมากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ควบคู่กับการให้บริการระบบคลาวด์ทั้งในรูปแบบ public cloud และ private cloud โดยร่วมมือกับผู้ให้บริการคลาวด์ชั้นนำระดับโลก ได้แก่ Oracle, Google และ Microsoft เพื่อพัฒนาบริการคลาวด์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างครอบคลุมทั้งลูกค้าองค์กร ลูกค้า SMEs หน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังต่อยอดสู่เทคโนโลยี AI ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก อาทิ Google, Kore.ai และ Agibot เพื่อพัฒนาโซลูชันดิจิทัลในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว"