นางสาวอรรจยา อินทรประสงค์ หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ [BDMS] เปิดเผยว่าในปี 69 บริษัทยังคงเป้าหมายรายได้เติบโต 2-4% จากปีก่อน แม้อาจจะค่อนไปทางกรอบล่างเนื่องจากผลกระทบกลุ่มตะวันออกกลางในช่วงต้นปี แต่เชื่อมั่นว่าจะรักษาอัตรากำไร (EBITDA Margin) ไว้ได้ที่ระดับประมาณ 24% โดยคาดว่าไตรมาส 3 จะเป็นช่วง High Season ที่ผลประกอบการจะกลับมาเติบโตอย่างโดดเด่นตามฤดูกาล
สำหรับแนวโน้มในไตรมาส 2/69 คาดว่ารายได้จะชะลอตัวลงราว 1% จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากเข้าสู่ช่วง Low Season ตามฤดูกาลของธุรกิจ อย่างไรก็ดี ผลการดำเนินงานในเดือน เม.ย. เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว โดยรายได้เติบโต 1% YoY มีปัจจัยหนุนหลักจากกลุ่มโรงพยาบาลในต่างจังหวัดที่เติบโตเฉลี่ย 3% YoY โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเก็ต หาดใหญ่ และอุดรธานี ขณะที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อยที่ 1% YoY
ทางด้านตลาดผู้ป่วยต่างชาติในเดือน เม.ย. แม้ภาพรวมจะยังได้รับแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ แต่กลุ่มตลาดหลักยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง นำโดย เมียนมา, สหรัฐฯ และยุโรป ขณะที่กลุ่มคนไข้จากตะวันออกกลางเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา
นอกจากนี้บริษัทมุ่งเน้นการขยายสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ BDMS Wellness Clinic ซึ่งในไตรมาส 1/69 มีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 12% ของรายได้รวม โดยตั้งเป้าเพิ่มเป็น 20% ในอนาคต เนื่องจากมองว่าเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการเติบโตสูงและเป็นช่องทางสำคัญในการส่งต่อคนไข้เข้าสู่เครือข่ายโรงพยาบาล โดยในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ธุรกิจ Wellness และ Resort มีรายได้เติบโตถึง 10% อีกทั้งบิรษัทมีแผนขยายโครงการ Wellness ร่วมกับโครงการ Mixed-use ของ BDMS หรือโครงการ Hercules Wellness โครงการมิกซ์ยูสเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยด้านสุขภาพครบวงจร คาดเปิดให้บริการในปี 73
ด้านการเตรียมความพร้อมด้านคลังเวชภัณฑ์ จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง BDMS ได้ปรับกลยุทธ์การสำรองยาและเวชภัณฑ์เพิ่มขึ้นจากเดิม 30 วัน เป็น 60-90 วัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ป่วยว่าจะไม่มีการขาดแคลนยา และมีการหาแหล่งสำรอง (Alternative Sourcing) จากเอเชีย เช่น จีนและอินเดีย
สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/69 บริษัท มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 28,554 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/68 เป็นผลมาจากรายได้จากผู้ป่วยชาวไทยที่ทรงตัว และรายได้จากผู้ป่วยชาวต่างชาติเติบโต 1% หากไม่รวมผลกระทบรายได้ผู้ป่วยชาวกัมพูชาและชาวตะวันออกกลางที่ลดลงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค รายได้ค่ารักษาพยาบาลรวมจะเติบโตประมาณ 3% และรายได้ผู้ป่วยต่างชาติจะเติบโตประมาณ 10% จากไตรมาส 1/68 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักค่าใช้จ่ายทางการเงิน ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 7,016 ล้านบาท ลดลง 3% จากไตรมาส 1/68 และมีกำไรสุทธิ จำนวน 4,058 ล้านบาท ลดลง 7% จากไตรมาส 1/68