บล.เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายในระยะสั้น หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เผยว่าได้ระงับแผนโจมตีทางทหารครั้งใหม่ต่ออิหร่านชั่วคราว ตามคำร้องขอของพันธมิตร (ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์ และ UAE) เพื่อเปิดทางให้เกิดการเจรจาข้อตกลงอย่างจริงจัง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกร่วงลงราว 2% ทันที อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันยังคงมีความผันผวนอยู่ในระดับสูง เนื่องจากปัญหาแกนหลัก ทั้งประเด็นนิวเคลียร์และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน
ในด้านเศรษฐกิจโลก ตัวเลขเศรษฐกิจจีนเดือน เม.ย. 2026 ส่งสัญญาณชะลอตัวลงในทุกมิติ โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเติบโตต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี (+4.1% YoY) ขณะที่ยอดค้าปลีกและตัวเลขการลงทุนก็หดตัวลงอย่างน่ากังวล นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยยังประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อ (CPI) ของสหรัฐฯ ในเดือน พ.ค. 2026 อาจเร่งตัวขึ้นไปแตะระดับ 4.7% YoY ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีท่าทีใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด (Hawkish) มากขึ้น
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานตัวเลข GDP ไทยประจำไตรมาส 1/69 ขยายตัวได้ 2.8% YoY ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งและดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ หนุนจากการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตเด่นถึง 10.1%
อย่างไรก็ตาม สภาพัฒน์ประเมินภาพรวมทั้งปี 69 ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เพียง 1.5-2.5% (ค่ากลาง 2.0%) ซึ่งชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้า พร้อมทั้งปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อขึ้นมาอยู่ที่ 2.0-3.0% จากแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานและราคาอาหาร ปัจจัยนี้ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายยาวไปจนถึงสิ้นปี สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาส 2/69 ที่อาจชะลอตัวลง ตลาดกำลังจับตาการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ (19 พ.ค.) ว่าจะมีการอนุมัติโครงการ "คนละครึ่ง พลัส" เพื่อเข้ามาช่วยพยุงกำลังซื้อและการบริโภคในประเทศหรือไม่
ในด้านตลาดหุ้นไทย (SET Index) ถือว่ามีความแข็งแกร่งและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติได้อย่างโดดเด่น โดยกระแสเงินทุน (Fund Flow) ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยในทุกกรอบเวลา (Daily, WTD, MTD, QTD และ YTD) ซึ่งยอดรวมตั้งแต่ต้นปี (YTD) สูงถึง 815.2 ล้านเหรียญสหรัฐ สวนทางกับตลาดหุ้นเพื่อนบ้านในภูมิภาคที่เผชิญแรงเทขาย ปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ผลักดันความเชื่อมั่นคือ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยไตรมาส 1/69 รายงานกำไรสุทธิรวมสูงถึง 3.57 แสนล้านบาท (+57% QoQ และ +27% YoY) ซึ่งดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ 5%
นอกจากนี้ ยังเกิดปรากฏการณ์ การปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทยขึ้นจาก 90.5 บาท เป็น 98.4 บาทต่อหุ้น ซึ่งคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ในปี 65 ที่เป็นแรงส่งให้ดัชนี SET ทะยานขึ้นไปทดสอบระดับ 1,718 จุดได้สำเร็จ ฝ่ายวิจัยชี้ว่า โครงสร้างตลาดหุ้นไทยเปรียบเสมือนเกราะป้องกันเงินเฟ้อ (Inflation Fear) ที่ดีเยี่ยม เนื่องจากมีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงานรวมกับกลุ่มการเงินสูงถึง 40.5% ของมูลค่าตลาดรวม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มักได้ประโยชน์จากภาวะดอกเบี้ยและราคาน้ำมันแพง
กลยุทธ์การลงทุน: ชู BLA-CPALL-COM7 รับนโยบายรัฐ บล.เอเซีย พลัส แนะนำหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวัน ได้แก่:
1.BLA: ได้อานิสงส์เชิงบวกจากทิศทางผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่ทรงตัวในระดับสูง และเป็นหุ้นที่มีเกราะป้องกันเงินเฟ้อ
2.CPALL: คาดกำไรในไตรมาส 2/2026 จะเติบโตโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนโดยตรงจากโครงการ "คนละครึ่ง พลัส"
3.COM7: ได้รับประโยชน์จากความต้องการสินค้าไอทีที่เพิ่มขึ้น และมาตรการลดหย่อนภาษีจากการติดตั้ง Solar Cell
ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม: แนะนำเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของจีนและสหรัฐฯ ผ่าน DR ได้แก่ DR: BIDU80 (BAIDU) ที่รายงานผลกำไรไตรมาส 1 ดีกว่าคาด โดยเฉพาะธุรกิจ Cloud ที่เติบโตแรงถึง +79% YoY รวมถึงความสำเร็จของการขยายตลาด Robotaxi (Apollo Go) นอกจากนี้ แนะนำติดตามงาน Google I/O ในวันที่ 19-20 พ.ค. 2026 ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดตัวเทคโนโลยี AI ใหม่อย่าง Gemini 4.0, Gemini Omni และแว่นตา Android XR โดยมีหุ้นเด่น Global Gem แนะนำคือ PINGAN80 และ BIDU80