นาย Kumar Ladha ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บมจ.อินโดรามา เวนเจอร์ส [IVL] เปิดเผยว่า บริษัทมีมุมมองเชิงบวกต่อไตรมาส 2/69 โดยบริษัทเชื่อว่าราคาสเปรดยังอยู่ในระดับที่เอื้ออำนวยผลการดำเนินงาน ยังเนื่องจากบริษัทมีวัตถุดิบสำรองไว้เพียงพอ และสามารถเดินเครื่องโรงงานได้อย่างเต็มที่ รวมทั้งจุดแข็งที่บริษัทสามารถจัดซื้อวัตถุดิบในพื้นที่และขายในประเทศ การดำเนินงานแบบ Local For Local ทำให้สามารถรองรับการผลิตและจัดจำหน่ายให้กับลูกค้าได้ดีขึ้น หนุนยอดขายของบริษัท
ขณะที่ภาวะสงครามในตะวันออกกลางและความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ เป็นปัจจัยเร่งให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Spread) ปรับตัวสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนการผลิตในประเทศมีการควบคุมกำลังการผลิตได้ดีขึ้น ทำให้ลดปัญหาด้าน Oversupply ได้ ส่งผลให้สเปรดปรับตัวดีขึ้น ซึ่งบริษัทมองว่าปัจจัยดังกล่าวทำให้บริษัทสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรในระดับสูงได้ตลอดทั้งปี รวมทั้งการบริการจัดการภายในปรับปรุงประสิทธิภาพต่อเนื่อง รวมทั้งการปรับโครงสร้างต้นทุนของบริษัท ซึ่งส่งผลให้อัตรากำไรมีการปรับตัวดีขึ้นในช่วงต้นปีแม้กระทั่งก่อนเกิดสงคราม
สำหรับค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ที่ยังอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ในปี 68 ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยอยู่ที่ 430-440 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และในปีนี้คาดว่าจะลดลงเหลืออยู่ที่ระดับ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าปี 68 ราว 10% บริษัทได้บริหารจัดการได้ดีขึ้นจากการทำรีไฟแนนซ์ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลง ประกอบกับการบริหารจัดหารภายในของบริษัท รวมทั้งจัดการเงินทุนหมุนเวียนให้ดีขึ้น
ด้านความคืบหน้าการนำธุรกิจ Indovinya เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฝั่งตะวันตก ปัจจุบันชะลอแผนดังกล่าวไว้ก่อน เพื่อรอสภาพแวดล้อม หรือสถานการณ์โลกปรับตัวดีขึ้น โดยยังไม่มีกำหนดระยะเวลาที่ชุดเจนหรือข้อสรุปแน่นอนว่าจะนำธุรกิจดังกล่าวเข้า IPO
ขณะที่ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/69 บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 109.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส (QoQ) แม้ลดลง 8% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยมีผลกระทบเชิงลบบางส่วนจากอัตราแลกเปลี่ยน ในด้านปริมาณการขายการกลับมาปกติหลังปิดซ่อมบำรุงในปี 68 และสนับสนุนการเติบโตของรายได้
ขณะที่ EBITDA ตามรายงานทางการเงินเพิ่มขึ้น 89% จากไตรมาสก่อนหน้า สู่ระดับ 8 พันล้านบาท ได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของปริมาณการขาย อัตรากำไรที่ดีขึ้น และสัดส่วนพอร์ตธุรกิจที่เอื้อประโยชน์มากขึ้น แม้จะได้รับผลกระทบบางส่วนจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งนี้ แนวทางการรายงานผลแบบ "Radical Clarity" ใหม่ของบริษัทฯ ซึ่งรวมผลกระทบจากความผันผวนของสินค้าคงคลังเข้าเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ ช่วยสะท้อนภาพผลการดำเนินงานได้อย่างโปร่งใสมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม IVL แจ้งผลประกอบการไตรมาส 1/69 ขาดทุนสุทธิ 2.82 พันล้านบาท ขาดทุนสุทธิต่อหุ้น 0.54 บาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 1.31 พันล้านบาท ขาดทุนสุทธิต่อหุ้น 0.27 บาท
IVL ระบุอีกวาบริษัทสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 8.8 พันล้านบาท ลดลง 20% QoQ และลดลง 21% YoY โดยมีอัตราการแปลง EBITDA เป็นกระแสเงินสด (EBITDA conversion rate) อยู่ที่ 109% ขณะเดียวกัน การบริหารเงินทุนหมุนเวียนเชิงรุกช่วยลดเงินทุนหมุนเวียนลงได้ 3.2 พันล้านบาท แม้ว่าปริมาณการขายและราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งวินัยทางการเงินดังกล่าวส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Debt-to-Equity Ratio) ปรับดีขึ้นมาอยู่ที่ 1.73 เท่า จาก 1.83 เท่าในไตรมาสก่อนหน้า
นายอาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม IVL กล่าวว่า ไตรมาส 1/69 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอย่างชัดเจน การฟื้นตัวของเราได้รับแรงสนับสนุนทั้งจากปัจจัยภายนอกที่ปรับตัวดีขึ้น และการดำเนินการเชิงกลยุทธ์ภายใต้ IVL 2.0 ผ่านแนวทาง Radical Clarity และการดำเนินงานอย่างมีวินัย เรากำลังก้าวเข้าสู่ช่วงขาขึ้นของวัฏจักรอุตสาหกรรมด้วยสถานะที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม เราคาดว่าจะเห็นผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นลำดับ การลดภาระหนี้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นสู่เป้าหมาย Net Debt/EBITDA ที่ระดับ 3 เท่า และความคืบหน้าที่แข็งแกร่งสู่เป้าหมายปี 2571 ของเรา
ผลการดำเนินงานรายกลุ่มธุรกิจ
Combined PET (CPET): โดดเด่นสุดในไตรมาสนี้ โดย EBITDA เพิ่มขึ้น 134% เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส สู่ระดับ 5.5 พันล้านบาท ได้รับแรงหนุนจากปริมาณการผลิตกลับมาอยู่ในระดับปกติหลังปิดซ่อมบำรุงตามแผน ส่วนต่างราคาในอุตสาหกรรมดีขึ้น และความได้เปรียบด้านต้นทุนเชิงโครงสร้างที่เพิ่มขึ้นจากการบูรณาการธุรกิจ shale-to-PET ของบริษัทฯ ในทวีปอเมริกา
Indovida (ธุรกิจบรรจุภัณฑ์): แข็งแกร่งต่อเนื่อง EBITDA อยู่ที่ 743 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อนหน้า จากการฟื้นตัวในวงกว้างของตลาดสำคัญที่มีศักยภาพการเติบโต ทั้งนี้ การควบรวมกิจการที่เสนอร่วมกับบริษัท EPL Limited จะช่วยสร้างเครือข่ายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่แข็งแกร่งเพื่อการเติบโตในระยะยาว
Indovinya (ธุรกิจสารลดแรงตึงผิว): EBITDA อยู่ที่ 1.7 พันล้านบาท ลดลง 7% เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส จากแรงกดดันของตลาดในอเมริกาใต้และสภาพอากาศหนาวจัดในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจนี้มีแนวโน้มฟื้นตัวเชิงโครงสร้าง เนื่องจากปัญหาห่วงโซ่อุปทานคาดว่าจะช่วยหักล้างผลกระทบจากการนำเข้าสินค้าราคาต่ำจากเอเชียเข้าสู่ตลาดหลัก
Fibers: EBITDA เพิ่มขึ้น 70% จากไตรมาสก่อนหน้า สู่ระดับ 879 ล้านบาท สะท้อนการบริหารการผลิตอย่างมีวินัย เพื่อให้อุปทานสอดคล้องกับอุปสงค์ในตลาด โดยให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดและการบริหารสินค้าคงคลังมากกว่าการเพิ่มปริมาณการผลิต ท่ามกลางตลาดกลุ่มยานยนต์และไลฟ์สไตล์ที่ยังชะลอตัว
นายอาลก ระบุว่า ผลการดำเนินงาน IVL ได้รับแรงสนับสนุนจาก "ปราการการแข่งขัน" (competitive moats) ทั้ง 4 ประการ ได้แก่ โมเดลการดำเนินงานระดับโลกแบบ local-for-local การบูรณาการ shale-to-PET ที่โดดเด่น การกระจายตัวของตลาดปลายทาง และวินัยด้าน Sales & Operations Execution (S&OE) ที่ได้รับการยกระดับ จุดแข็งเหล่านี้เมื่อผสานกับการเปลี่ยนผ่านภายใต้ IVL 2.0 ช่วยเพิ่มศักยภาพในการใช้ประโยชน์จากราคานำเข้าที่สูงขึ้น และเสริมความแข็งแกร่งด้านกระแสเงินสด
อุตสาหกรรมโดยรวมเริ่มแสดงสัญญาณการฟื้นตัวเชิงโครงสร้าง จากการชะลอตัวของกำลังการผลิต PET ใหม่ และการปรับสมดุลของห่วงโซ่มูลค่าเอทิลีน ปัจจัยเหล่านี้ ประกอบกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เร่งให้ตลาดเข้าสู่ภาวะตึงตัวมากขึ้น กำลังสร้างสภาพแวดล้อมด้านอุปทานที่มีความสมดุลและมีวินัยมากขึ้น