บมจ.ดิทโต้ (ประเทศไทย) [DITTO] สร้างปรากฎการณ์ใหม่ครั้งแรกในไทย ลุยขาย "Blu Green Token" ซึ่งมีสินทรัพย์เป็นคาร์บอนเครดิตรองรับ 1.20 บาทต่อ 1 โทเคน จำนวน 400 ล้านโทเคน รวมมูลค่า 480 ล้านบาท ภายในไตรมาส 3/69 เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาโครงการปลูกป่าชายเลน โดยมีคาร์บอนเครดิต 4 แสนตันเป็นสินทรัพย์อ้างอิง
นายฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DITTO เปิดเผยถึงที่มาโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์คาร์บอนเครดิตว่า จุดเริ่มต้นโครงการนี้มาจากบริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด หรือ STCT ซึ่งเป็นบริษัทลูก ได้ทำโครงการพิพิธภัณฑ์ป่าชายเลนมานานจนมีความรู้ ความเชี่ยวชาญทำให้รู้ว่าป่าชายเลนมีประโยชน์ในด้านการดูดซับคาร์บอนได้เป็นอย่างดี ประกอบกับในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดภัยพิบัติต่างๆ ตามมามากมาย
DITTO ในฐานะที่เป็นบริษัทของคนไทยจึงน่าจะเข้ามามีส่วนในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน อีกทั้งในช่วง 2 ปีที่แล้ว กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) มีนโยบายเปิดให้เอกชนเข้าร่วมโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์คาร์บอนเครดิต โดยปัจจุบัน STCT ได้รับสิทธิในการดูแลพื้นที่ป่าชายเลนรวมทั้งสิ้นกว่า 175,196.05 ไร่
โครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์คาร์บอนเครดิตจึงเป็นโอกาสทางธุรกิจและจะเป็น New S Curve ของ STCT ในอนาคต เนื่องจากจะเป็นแหล่งสร้างรายได้ในระยะยาวและยั่งยืน ขณะเดียวกันก็มีส่วนในการช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน และผลที่ตามมาคือได้ฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนจะทำให้ระบบนิเวศชายฝั่งและสิ่งแวดล้อมในชุมชนกลับมามีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งรายได้ส่วนหนึ่งจาการขายคาร์บอนเครดิตจะนำมาใช้สำหรับในการดูแลรักษาป่าชายเลน ให้ชุมชนมีแหล่งสร้างอาชีพ โดยได้มีการว่าจ้างคนในชุมชนเพื่อดูแลรักษาป่า โครงการนี้จึงไม่ใช่แค่การทำ CSR แต่เป็นโครงการที่สร้างความยั่งยืนให้กับป่าชายเลนและชุมชนไปพร้อมๆ กัน
สำหรับตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศตอนนี้ยังเป็นแบบภาคสมัครใจแต่กำลังเดินไปสู่ภาคบังคับในอนาคตอันใกล้หลังจาก พ.ร.บ. โลกร้อนฯ มีผลบังคับใช้ ที่ผ่านมากฎหมายนี้ได้ผ่านร่างต่อคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้วเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ต่อไป เหตุที่ต้องเป็นภาคบังคับเพราะประเทศไทยต้องทำการค้ากับต่างประเทศทั่วโลกซึ่งหลายภูมิภาคได้เข้าสู่ภาคบังคับแล้ว จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีภาคบังคับเช่นเดียวกันเพื่อจะสามารถส่งสินค้าเข้าไปแข่งขันได้ ซึ่ง พ.ร.บ. โลกร้อนฯ มีความสำคัญกับการค้าอย่างมาก ฉะนั้นโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์คาร์บอนเครดิตนอกจากช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนแล้วยังมีส่วนช่วยให้ภาคธุรกิจของไทยสามารถแข่งขันกับนานาชาติได้ รวมถึงเรื่องของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะทำให้สินค้าของไทยมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับทั่วโลก
ขณะเดียวกันเมื่อประเทศไทยมีภาคบังคับ จะส่งผลให้ปริมาณความต้องการคาร์บอนเครดิตมากขึ้น ปัจจุบันประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกปีละ 380 ล้านตันคาร์บอน แต่คาร์บอนเครดิตที่ได้จากโครงการปลูกป่าชายเลนของบริษัทคาดว่าจะได้เพียงแค่ปีละประมาณ 1 ล้านตัน ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการของตลาด ดังนั้น เมื่อถึงจุดที่ตลาดมีความต้องการมากกว่าคาร์บอนเครดิตที่ผลิตได้ ราคาคาร์บอนเครดิตก็จะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ กรณี CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ที่เป็นมาตรการที่ทางสหภาพยุโรปบังคับใช้สำหรับสินค้าที่ส่งออกไปในตลาดยุโรปเป็นตัวเร่งแล้ว ยังมีปัจจัยจากแรงกดดันของผู้บริโภคสินค้าในยุโรปที่ต้องการสนับสนุนสินค้าที่มีส่วนในการช่วยลดโลกร้อน และให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เท่ากับช่วยกระตุ้นให้ความต้องการคาร์บอนเครดิตเพิ่มมากขึ้น
ด้านนายชัยทัด กุลโชควนิช รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน DITTO เปิดเผยว่า STCT ได้สิทธิในการปลูกและดูแลรักษาพื้นที่ป่าชายเลนรวมกว่า 1.7 แสนไร่ เป็นระยะเวลา 30 ปี โดยจัดสรรพื้นที่ป่าปลูกใหม่ 17,531.04 ไร่ ระยะเวลา 7 ปี มาเป็นโครงการอ้างอิงสำหรับการออกและเสนอขายโทเคนดิจิทัลดิจิทัลเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโครงการแรกของไทย มีสินทรัพย์ที่เป็นคาร์บอนเครดิตจากพื้นที่ป่าดังกล่าวรองรับจำนวน 4 แสนตัน
จุดเด่นของโครงการนี้ คือ การบริหารความเสี่ยงด้านปริมาณ พื้นที่ป่าชายเลน 17,531.04 ไร่ คาดว่าจะผลิตคาร์บอนเครดิตได้เกิน 1 ล้านตันคาร์บอนภายใน 7 ปี โดยนำคาร์บอนเครดิต 4 แสนตันมาอ้างอิงโทเคนดิจิทัล ส่วนที่เหลือจะเก็บสำรองไว้ในกรณีเกิดเหตุสุดวิสัย ผู้ที่ถือโทเคนดิจิทัลจะได้รับผลตอบแทนจากการขายคาร์บอนเครดิต หรือได้รับผลตอบแทนทบต้นสะสม 3% ต่อปีพร้อมเงินลงทุนเริ่มต้นคืน หากผู้ออกโทเคนดิจิทัลไม่สามารถขายคาร์บอนเครดิตอ้างอิงได้
ทำไมต้องเป็น Blu Green Token นายชัยทัด กล่าวว่า คาร์บอนเครดิตที่ได้มาจากป่าชายเลนมีคุณสมบัติสามารถดูดซับคาร์บอนมากกว่าป่าบกถึงกว่า 10 เท่า และยังช่วยรักษาระบบนิเวศน์ ลดการกัดเซาะชายฝั่ง ช่วยให้แหล่งที่อยู่ของสัตว์น้ำมีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของป่ายังช่วยให้คนในชุมชนมีอาชีพ เช่น ประมงพื้นบ้าน ชาวบ้านมีชีวิตที่ดีขึ้น จากคุณสมบัติดังกล่าว คาร์บอนเครดิตจากป่าชายเลนจึงถูกยกให้เป็นประเภท Blue Carbon
นายชัยทัด กล่าวอีกว่า Blu Green Token คาดว่ากำหนดการเปิดจองซื้อและเข้าจดทะเบียนซื้อขายในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) ภายในไตรมาสที่ 3 ปีนี้ ซึ่งโดยปกติจะสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ตลอด 24 ชั่วโมงหากสามารถเข้าจดทะเบียนซื้อขายได้แล้วเสร็จ
"เราขอยืนยันว่าสถานะของ DITTO ในฐานะถือหุ้นใหญ่ของ STCT (ผู้ออกโทเคนดิจิทัล) และเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผลประกอบการปีล่าสุดมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านบาท กำไรสุทธิราว 600 ล้านบาท บริษัทแทบไม่มีเงินกู้ บวกกับมี Backlog โครงการ และสถานะเงินสดที่แข็งแกร่ง ทำให้เชื่อมั่นว่าจะสามารถให้การสนับสนุนทางการเงินเท่าที่จำเป็นแก่ STCT ได้ กรณีมีเหตุสุดวิสัยที่อาจเกิดขึ้นกับโครงการโทเคนดิจิทัลในอนาคต" นายชัยทัด กล่าวนายวันรบ บุญธรรม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน (CIO) บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด (Token X) ในฐานะผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) กล่าวว่า Blu Green Token เป็นตัวอย่างที่ดีมากในการผสานโครงการด้านสิ่งแวดล้อม เข้ากับ Tokenization เกิดเป็นโครงการ Real-World Assets (RWA) Tokenization ที่มีสินทรัพย์หรือโครงการอ้างอิงอยู่จริง ออกและเสนอขายโดยบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ ที่สำคัญคือเงินระดมทุนจะถูกใช้ไปกับโครงการสีเขียว ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาระดับสากลที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะส่งผลต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน
Blu Green Token ถือเป็นนวัตกรรมด้านเงินทุนสีเขียว (Green Financing) แบบหนึ่งในลักษณะของ Investment Token ประเภทกลุ่มโทเคนดิจิทัลกลุ่มความยั่งยืนภายใต้กฎระเบียบของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยรูปแบบของกฎเกณฑ์เองได้มีการนำ Framework สำหรับ Green Financing ระดับสากลมาใช้ ทั้งนี้ ปัจจุบัน Blu Green Token ได้รับการอนุญาตโดยสำนักงาน ก.ล.ต. ให้สามารถออกและเสนอขายได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว