ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมประเภทใด ผู้ที่เข้าใจกฎกติกาอย่างถ่องแท้มักมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าผู้ที่มุ่งแต่จะเอาชนะโดยไม่รู้กติกา
ตลาดหุ้นก็ไม่แตกต่างกัน นักลงทุนจำนวนมากใช้เวลาไปกับการศึกษางบการเงิน วิเคราะห์แนวโน้มธุรกิจ หรือประเมินภาวะเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว โดยลืมศึกษาอีกปัจจัยสำคัญที่สำคัญ นั่นคือกฎระเบียบและข้อบังคับของตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งความเป็นจริงแล้ว กฎเหล่านี้สามารถส่งผลต่อพฤติกรรม ราคา สภาพคล่อง และโอกาสในการสร้างผลตอบแทนได้ไม่แพ้ปัจจัยพื้นฐานของบริษัท
นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในตลาดทุนส่วนใหญ่ มักมีความเข้าใจเกี่ยวกับกฎเกณฑ์การซื้อขายเป็นอย่างดี เพราะรู้ว่าตลาดหุ้นไม่ได้เป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถทำอะไรก็ได้อย่างเสรี แต่เป็นระบบที่ถูกกำกับดูแลด้วยกฎเกณฑ์ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อรักษาความเป็นธรรม ลดการเก็งกำไรที่ร้อนแรงเกินไป และป้องกันความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพของตลาดโดยรวม
สิ่งสำคัญคือกฎเหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า เมื่อหุ้นหรือหลักทรัพย์ใดมีพฤติกรรมเข้าเงื่อนไขที่กำหนด ก็จะนำมาตรการต่าง ๆ มาใช้
ดังนั้น นักลงทุนที่เข้าใจกติกาเหล่านี้ย่อมสามารถเตรียมตัวและวางแผนรับมือได้ดีกว่าผู้ที่เพิ่งมารับรู้เมื่อมาตรการถูกประกาศใช้แล้ว
หนึ่งในมาตรการที่นักลงทุนไทยคุ้นเคยมากที่สุด คือ มาตรการกำกับการซื้อขาย หรือ Trading Alert ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯนำมาใช้กับหุ้นที่มีพฤติกรรมการซื้อขายผิดปกติ โดยปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณา ได้แก่ อัตราหมุนเวียนการซื้อขาย (Turnover Ratio) มูลค่าการซื้อขาย การเปลี่ยนแปลงของราคา หรือระดับราคาที่ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน เช่น ค่า P/E Ratio ที่อยู่ในระดับสูงผิดปกติ
เมื่อหุ้นใดก็ตามที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว ตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถนำมาตรการกำกับการซื้อขายมาใช้ในหลายระดับ เริ่มจาก Cash Balance ซึ่งเป็นมาตรการที่กำหนดให้นักลงทุนต้องวางเงินสดเต็มจำนวนก่อนซื้อหุ้น ไม่สามารถใช้วงเงินเครดิตหรือซื้อก่อนจ่ายทีหลังได้ มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดแรงเก็งกำไรและทำให้การซื้อขายสะท้อนกำลังซื้อที่แท้จริงมากขึ้น
ในระดับถัดมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำหนดไม่ให้นำหลักทรัพย์ดังกล่าวไปคำนวณเป็นวงเงินซื้อขาย หมายความว่านักลงทุนไม่สามารถใช้หุ้นตัวนั้นเป็นหลักประกันเพื่อเพิ่มอำนาจซื้อในการลงทุนได้ ส่งผลให้ความสามารถในการใช้ Leverage ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
อีกมาตรการหนึ่ง คือ การห้าม Net Settlement ซึ่งปกติแล้วนักลงทุนที่ซื้อและขายหุ้นตัวเดียวกันภายในวันเดียวกันสามารถหักกลบยอดซื้อขายได้ แต่เมื่อถูกบังคับใช้มาตรการนี้ การซื้อและการขายจะไม่สามารถหักกลบกันได้ เงินจากการขายจะกลับมาเป็นวงเงินซื้อขายในวันทำการถัดไป ทำให้การเก็งกำไรระยะสั้นและการหมุนรอบซื้อขายทำได้ยากขึ้น
หากความผิดปกติยังคงอยู่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ อาจใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้นด้วยการกำหนดให้ซื้อขายผ่านระบบ Auction เท่านั้น โดยจะมีการจับคู่คำสั่งซื้อขายวันละไม่เกิน 3 รอบ ได้แก่ Pre-open 1, Pre-open 2 และ Pre-close เพื่อลดความผันผวนของราคา และป้องกันความเสี่ยงให้นักลงทุน
สิ่งที่นักลงทุนจำนวนไม่น้อยอาจไม่ทราบ คือ เมื่อหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนถูกนำเข้าสู่มาตรการกำกับการซื้อขาย หลักทรัพย์อื่นของบริษัท รวมถึงหลักทรัพย์ที่อ้างอิงกับหุ้นดังกล่าวก็จะถูกนำเข้ามาตรการด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นหุ้นประเภทอื่น ใบสำคัญแสดงสิทธิ DR หรือ ETF ที่เกี่ยวข้อง ยกเว้นเพียง DW ที่ได้รับการยกเว้นจากหลักเกณฑ์ดังกล่าว ซึ่ง DW ที่ติด Cash Balance จะเป็นไปตามเกณฑ์ของ FI Club หรือชมรมผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
อย่างไรก็ตาม แม้แต่การพ้นจากมาตรการแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ จะหยุดติดตามพฤติกรรมการซื้อขายของหลักทรัพย์นั้นทันที ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมีระบบติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระหว่างที่มาตรการมีผลบังคับใช้และหลังจากสิ้นสุดมาตรการแล้ว
ในระหว่างการดำเนินมาตรการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะประเมินว่าพฤติกรรมการซื้อขายกลับเข้าสู่ภาวะปกติหรือไม่ หากยังพบความผิดปกติอาจมีการขยายระยะเวลาของมาตรการออกไปอีก หรือหากความผิดปกติมีความรุนแรงมากขึ้นก็อาจมีการยกระดับไปสู่มาตรการที่เข้มงวดกว่าเดิม
โดยหลักทรัพย์ที่พ้นจากมาตรการแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงติดตามพฤติกรรมการซื้อขายต่ออีก 1 เดือนในช่วงที่เรียกว่า Cooling Period หากพบความผิดปกติอีกครั้ง หลักทรัพย์ดังกล่าวสามารถถูกนำกลับเข้าสู่มาตรการกำกับการซื้อขายได้ทันที โดยอาจกลับเข้าสู่มาตรการระดับเดิม หรือยกระดับไปยังมาตรการที่สูงขึ้นตามระดับความรุนแรงของพฤติกรรมการซื้อขายที่เกิดขึ้น
นอกจากมาตรการกำกับการซื้อขายแล้ว ตลาดหลักทรัพย์ฯ ของไทยยังมีการปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านการขายชอร์ตอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างสำคัญคือ เตรียมนำ Uptick Rule มาใช้กับหุ้นที่ราคาปรับตัวลงมากกว่า 10% จากราคาปิดวันก่อนหน้า โดยในวันทำการถัดไป ผู้ที่ต้องการขายชอร์ตจะต้องส่งคำสั่งขายในราคาที่สูงกว่าราคาซื้อขายล่าสุด เพื่อลดแรงกดดันจากการขายชอร์ตในช่วงที่ราคาหุ้นกำลังปรับตัวลงอย่างรุนแรง
รวมทั้งจำกัดจำนวนหลักทรัพย์ที่สามารถขายชอร์ตได้ ให้เหลือเฉพาะหุ้นใน SET100 หุ้นอ้างอิงของ Single Stock Futures รวมถึง ETF และ DR เพื่อลดความเสี่ยงจากการขายชอร์ตในหุ้นขนาดเล็กที่มีสภาพคล่องต่ำ
หากมองไปยังตลาดหุ้นต่างประเทศ จะพบว่าหลายประเทศต่างมีกฎเกณฑ์ในลักษณะเดียวกัน เพียงแต่รายละเอียดอาจแตกต่างกันตามขนาดและโครงสร้างของตลาด
ตัวอย่างเช่น ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกามีกฎ Alternative Uptick Rule หรือ SEC Rule 201 ซึ่งจะถูกนำมาใช้เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลงตั้งแต่ 10% ขึ้นไปจากราคาปิดของวันก่อนหน้า โดยหลังจากมาตรการถูก Trigger แล้ว นักลงทุนยังสามารถขายชอร์ตได้ แต่จะต้องส่งคำสั่งขายในราคาที่สูงกว่าราคาเสนอซื้อสูงสุด (National Best Bid) ในขณะนั้น เพื่อลดแรงกดดันต่อราคาหุ้น มาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ตลอดช่วงเวลาที่เหลือของวันนั้นและต่อเนื่องไปจนถึงวันทำการถัดไป
แม้หลายคนจะมองว่ากฎ Uptick Rule ของไทยเป็นข้อจำกัดที่เข้มงวด แต่ในความเป็นจริง ตลาดหุ้นสหรัฐซึ่งเป็นตลาดทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกก็ยังคงใช้กลไกในลักษณะเดียวกัน เพียงแต่เลือกใช้เฉพาะในช่วงที่ราคาหุ้นปรับตัวลงรุนแรง เพื่อป้องกันไม่ให้แรงขายชอร์ตเข้ามาเร่งการปรับตัวลงของราคาในภาวะตลาดตื่นตระหนก
หลักการมีความคล้ายคลึงกับแนวคิด Uptick Rule ของไทย แต่ตลาดสหรัฐไม่มีมาตรการ Cash Balance แบบที่ใช้ในตลาดหุ้นไทย
ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลการขายชอร์ต และการเปิดเผยข้อมูลเป็นอย่างมาก ขณะที่เกาหลีใต้เคยใช้มาตรการห้ามขายชอร์ตชั่วคราวในหลายช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นเผชิญความผันผวนสูง โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตทางการเงิน ขณะที่ตลาดหุ้นจีนมีมาตรการควบคุมที่เข้มงวดมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งการจำกัดกรอบการเคลื่อนไหวของราคา การพักการซื้อขาย และการควบคุมการขายของผู้ถือหุ้นรายใหญ่
สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ากฎเกณฑ์ของแต่ละตลาดไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นแบบสุ่ม แต่เป็นผลมาจากโครงสร้างตลาด สภาพคล่อง และระดับการพัฒนาของระบบตลาดทุนในแต่ละประเทศ กฎที่เหมาะสมกับตลาดหนึ่งอาจไม่เหมาะกับอีกตลาดหนึ่ง การเปิดเสรีอย่างเต็มรูปแบบอาจเหมาะกับตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูง แต่สำหรับบางตลาดอาจจำเป็นต้องมีมาตรการกำกับดูแลเพิ่มเติมเพื่อรักษาเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของนักลงทุน
ทั้งนี้ การลงทุนที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกหุ้นถูกเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความเข้าใจในกติกาของตลาดที่กำลังเข้าไปลงทุนด้วย เพราะผู้ที่เข้าใจทั้งธุรกิจและเข้าใจกฎกติกา ย่อมมีโอกาสบริหารความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าผู้ที่มองเพียงด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียว
ธิติ ภัทรยลรดี