นางบุญพร บริบูรณ์ส่งศิลป์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจหลักทรั้พย์รายย่อย บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง(ประเทศไทย) (MBKT)เปิดเผยว่าในวันนี้บริษัทได้เปิดบริการ Private Wealth อย่างเป็นทางการโดยตั้งเป้าภายในสิ้นปีนี้จะมีวงเงินลูกค้าที่มอบหมายให้บริษัทบริหารประมาณ 500 ราย รวมมูลค่าวงเงินลงทุนประมาณ 5 พันล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากลูกค้าของ MBKET ที่เป็นกลุ่ม high net worth ซึ่งมีพอร์ตลงทุน 1 พันล้านบาทขึ้นไป จากลูกค้าที่มีบัญชีที่เคลื่อนไหวสม่ำเสมอ(Active)ประมาณ 5 หมื่นบัญชี ของลูกค้าทั้งหมดที่มีอยู่ 8 หมื่นบัญชี
ทั้งนี้ บริษัทต้องการสร้างรายได้จากบริการ Private Wealth ให้มีสัดส่วนมากขึ้นทดแทนรายได้จากธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้สูงถึง 85% โดยตั้งเป้าหมายภายใน 3-5 ปีข้างหน้าจะมีสัดส่วนจาก Private Wealth ประมาณ 20% และ 20% มาจากธุรกิจวาณิชธนกิจ(IB)และที่ปรึกษาทางการเงิน(FA) ขณะที่สัดส่วนรายได้จากธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์จะลดเหลือ 60%
"เมื่อเปิดเสรีหลักทรัพย์แล้ว คิดว่า Private Wealth จะมาเพิ่มรายได้ ถ้าเราทำรายได้จาก non-Broker ลดลงมาเหลือ 60% เราค่อยพอใจ ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า"นางบุญพร กล่าวนางบุญพร กล่าวว่า Private Wealth จะให้บริการตั้งแต่การวางแผนการลงทุน แนะนำให้คำปรึกษาถึงทางเลือกในการลงทุนที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมาย รวมถึงการบริการซื้อขายตราสารทางการเงินด้วยที่ครอบคลุมตั้งแต่หลักทรัพย์และอนุพันธ์ในตลาดหลักทรัพย์ กองทุนรวมทั้งในและต่างประเทศ การลงทุนในต่างประเทศ(Offshore Trading)เพื่อกระจายการลงทุน การดำเนินการจะใช้สาขาของกลุ่มเมย์แบงก์ในเอเชีย ยุโรปและสหรัฐ ทั้งนี้ คาดว่าผลตอบแทนที่ลูกค้าจะได้รับอย่างน้อย 5-6% ซึ่งสูงกว่าเงินเฟ้อและเงินฝาก โดยขึ้นกับจำนวนเงิน และความเสี่ยงการลงทุน
ปลายเดือน มิ.ย.นี้ บริษัทจะเริ่มเปิดให้บริการลงทุนต่างประเทศที่จะลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ 5 แห่ง ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์(SGX) ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง(HKSE) ตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย(KLSE) ตลาดหลักทรัพย์อเมริกา มี 2 ตลาด NYSE และ NASNAQ และในอีก 2 เดือนข้างหน้าจะเพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นอีก 14 ประเทศได้แก่ แคนาดา ไต้หวัน จีน เกาหลี เป็นต้น รวมแล้วเป็น 19 ประเทศ
นอกจากนี้ บริษัทมีแผนจะให้บริการซื้อขายผลิตภัณฑ์อื่น เช่น ตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนเชื่อมโยงกับหุ้นรายตัว หรือดัชนีหลักทรัพย์ (Equity Linked Note) รวมทั้งการให้บริการประกันชีวิต ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจาพันธมิตร คาดว่าจะสรุปได้ในไตรมาส 3/55 หรือต้นไตรมาส 4/55 และจะเปิดให้บริการในไตรมาส 4/55 เพื่อให้การลงทุนหลากหลาย
ขณะที่การลงทุนในตลาดหุ้นไทย แม้จะมีความผันผวนตามตลาดหุ้นทั่วโลกที่ผันแปรไปตามเรื่องกรีซ บริษัทแนะให้เลือกหุ้นรายตัวที่ยังมีรายได้ดีอยู่ ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ กลุ่มอาหาร และ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง