PDI ปรับเพิ่มสัดส่วนขายสังกะสีผสมรองรับ AEC หวังดันผลงานปี 56 พลิกเป็นกำไร

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday August 29, 2012 15:24 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายชิดชัย ทวีพานิช ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายทรัพยากรบุคคลและบริหารงานกลาง บมจ.ผาแดงอินดัสทรี (PDI) เปิดเผยกับ"อินโฟเควสท์"ว่า แผนงานช่วงครึ่งปีหลังนี้บริษัทจะปรับเพิ่มสัดส่วนการขายโลหะสังกะสีผสม(อัลลอยด์)เพิ่มมากขึ้นจากก่อนหน้า เพราะเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสามารถจำหน่ายในราคาสูงกว่าโลหะสังกะสีแท่ง ปัจจุบัน บริษัทมีสัดส่วนการผลิตและจำหน่ายสังกะสีแท่ง 60% และสังกะสีผสม 40% ส่วนจะปรับเป็นอย่างไรนั้นอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยเฉพาะเมื่อผลิตแล้วตลาดอาเซียนจะสามารถรองรับสินค้าได้หรือไม่ รวมถึงความสามารถในการแข่งขัน

นอกจากที่การปรับสัดส่วนดังกล่าวจะเป็นการเตรียมพร้อมรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)ตลาดจะขยายใหญ่ขึ้นในอนาคตแล้ว บริษัทยังเชื่อว่าน่าจะส่งผลต่อผลประกอบการในปี 56 ที่หวังว่าจะพลิกกลับมาเป็นกำไรได้ หลังจากครึ่งแรกปีนี้ขาดทุน 173.5 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งหลังของปีนี้จะพลิกกลับมามีกำไรได้หรือไม่ คงต้องรอผลการปรับกลยุทธ์ดังกล่าวก่อน อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะใช้งบลงทุนไม่มากในโครงการดังกล่าว เพราะจะเป็นการปรับเพิ่มประสิทธิภาพด้วยเครื่องจักรที่มีอยู่เดิม

"แผนปรับกลยุทธ์จะทำปีนี้ คาดส่งผลดีในปี 56 ...หวังว่าปี 56 ผลประกอบการจะกลับมาดีขึ้น เพราะสินค้าอัลลอยด์ที่มีส่วนผสมโลหะอื่นด้วยจะพรีเมี่ยมกว่า ราคาดีกว่า เป็นสินค้ากึ่งเฉพาะจะมีพรีเมี่ยมและมาร์จินดีกว่า"นายชิดชัย กล่าว

นายชิดชัย กล่าวว่า บริษัทยังคงเป้าผลิตและจำหน่ายโลหะสังกะสีในปีนี้ที่ 1.1 แสนตัน คาดว่าคงจะขายได้ทั้งหมด แต่ในแง่ของรายได้รวมและกำไรนั้นยังประเมินยาก เนื่องจากช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมีผลขาดทุนแม้ว่าจะทำยอดขายถึง 4.12 พันล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มียอดขาย 3.82 พันล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาโลหะทั่วโลก รวมถึงโลหะสังกะสีโลก(LME)ปรับลดลง เป็นผลมาจากอุปสงค์อุปทานของตลาดโลก และปัญหาเศรษฐกิจของยุโรป สหรัฐ และจีน ปัจจุบัน ราคามาอยู่ที่ราว 1,800-1,850 เหรียญสหรัฐ/ตัน ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ถือเป็นเรื่องที่บริษัทไม่สามารถควบคุมได้

อนึ่ง บริษัทแจ้งว่าไตรมาส 2/55 ราคาเฉลี่ยโลหะสังกะสีอยู่ที่ 1,928 เหรียญสหรัฐ/ตัน ลดลง 15% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 2,254 เหรียญสหรัฐ/ตัน

ส่วนความคืบหน้าการสำรวจปริมาณแร่สำรองในประเทศพม่าและลาวนั้น นายชิดชัย กล่าวว่า บริษัทยังอยู่ระหว่างดำเนินการรอประเมินผลจากผู้เชี่ยวชาญที่เข้าไปศึกษาและสำรวจ คาดว่าปลายปี 55 นี้คงจะทราบผลการประเมินศักยภาพของแหล่งแร่ดังกล่าวว่ามีปริมาณแร่สำรองคุ้มค่าที่จะลงทุนมากน้อยแค่ไหน ซึ่งมีหลายองค์ประกอบการในการตัดสินใจลงทุน ส่วนการลงทุนในประเทศอื่นนอกเหนือจากนี้ยังไม่ได้วางแผน เพราะต้องการมุ่งการลงทุนไปที่ 2 ประเทศดังกล่าวก่อน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ