(เพิ่มเติม) LALIN คาดกำไรปี 56 โตตามยอดขายที่คาด 2.6 พันลบ.-รายได้ 2.2 พันลบ.

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday June 4, 2013 17:44 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

บมจ.ลลิล พร็อพเพอร์ตี้(LALIN) คาดว่า ในปี 56 กำไรของบริทจะเติบโตตามยอดขายที่คาดว่าจะอยู่ที่ 2.6 พันล้านบาท ขณะที่รายได้น่าจะอยู่ที่ 2.25 พันล้านบาท พร้อมทั้งคาดว่าจะรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้นปีนี้ใกล้เคียงปีก่อนที่ 39.7%

ส่วนผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/56 คาดว่ากำไรจะเติบโตใกล้เคียงไตรมาส 1/56 ที่มีกำไร 117 ล้านบาท

นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร LALIN คาดว่า กำไรปี 56 จะเติบโตตามยอดขายที่ตั้งเป้าหมายไว้ในระดับ 2,600 ล้านบาท หรือเติบโต 20% จากปี 55 ขณะที่รายได้ที่ตั้งเป้าไว้ 2,250 ล้านบาท หรือเติบโต 15% จากปี 55 เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องหลังจากเกิดเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในช่วงปลายปี 54

รวมทั้งในปีนี้บริษัทมีการเปิดตัวโครงการใหม่เพิ่มขึ้น และขยายการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคตะวันออก ได้แก่ ชลบุรี ศรีราชา พัทยา และระยอง ตลอดจนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี และอุบลราชธานี

นายไชยยันต์ กล่าวว่า บริษัทจะเปิดตัวโครงการใหม่ในช่วงไตรมาส 3/56 และไตรมาส 4/56 จำนวน 8-10 โครงการ มูลค่าโครงการทั้งหมด 4,000 ล้านบาท ในจำนวนดังกล่าวจะเป็นโครงการในต่างจังหวัด คือแนวราบ 8 โครงการ และคอนโดมิเนียม 2 โครงการ คาดว่าสัดส่วนยอดขายต่างจังหวัดภายใน 3-5 ปีจะเติบโตขึ้นไปที่ 20-30% จากปัจจุบันอยู่ที่ 15%

ขณะเดียวกัน ในปีนี้บริษัทมีเป้าหมายรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้นให้ใกล้เคียงกับไตรมาส 1/56 ที่ 39.7% เนื่องจากบริษัทสามารถควบคุมต้นทุนต่างๆได้ และมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารต่อยอดขายดีเป็นลำดับต้นๆ ของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์

ทั้งนี้ ไตรมาส 2/56 คาดว่ากำไรจะใกล้เคียงกับไตรมาส 1/56 ที่ 117.3 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิที่ 18.8% แม้จะเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของธุรกิจ แต่ในปีนี้ยังถือว่าเติบโตได้ดี เนื่องจากมีการทยอยรับรู้รายได้ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับปีนี้บริษัทมีแผนจะใช้งบลงทุนซื้อที่ดิน 800-1,000 ล้านบาทเพื่อใช้ในการพัฒนาโครงการใหม่ๆ และคาดว่างบลงทุนซื้อที่ดินในปีหน้าก็จะใกล้เคียงกับปีนี้

นายไชยยันต์ ยังกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงว่า ส่งผลดีต่อบริษัทฯ เนื่องจากทำให้ผู้ซื้อมีกำลังซื้อมากขึ้น แต่ยังไม่ถึงกับดีมากนักเนื่องจากธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ยังไม่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยตาม ขณะที่บริษัทยังกังวลในเรื่องปัญหาการเมืองและภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงผันผวนมากกว่า อย่างไรก็ตาม จากฐานะการเงินของบริษัทที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง อัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ที่ระดับพียง 0.4 เท่า ซึ่งหากเกิดวิกฤตการณ์จะไม่ส่งกระทบต่อบริษัทมาก


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ