"จรัมพร"ระบุไม่จำเป็นตั้งกองทุนพยุงหุ้น แต่ควรปล่อยไปตามกลไกตลาด

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday June 21, 2013 15:57 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ยังไม่จำเป็นต้องมีการจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้นในขณะนี้ เนื่องจากขนาดของตลาดในปัจจุบันค่อนข้างใหญ่ และปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันสูงถึง 6-7 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากมีการจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้นก็ต้องมีขนาดที่ใหญ่มาก ทั้งนี้ มองว่าแม้ภาวะตลาดหุ้นไทยในขณะนี้จะปรับตัวลดลงและผันผวนมาก แต่ก็ควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด

“ยังไม่จำเป็นต้องตั้งกองทุนพยุงหุ้น เพราะขนาดตลาดหุ้นไทยในปัจจุบันมีขนาดใหญ่ ควรไปให้เป็นไปตามกลไกตลาดจะดีกว่า ส่วนเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกในช่วงนี้จะไม่มากเท่ากับช่วงวิกฤตในสหรัฐที่ผ่านมา"นายจรัมพร กล่าว

นายจรัมพร กล่าวว่า เงินทุนที่ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยมาจากปัจจัยที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)ออกมาส่งสัญญาณแนวโน้มที่จะมีการชะลอหรือยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(QE)เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่เริ่มฟื้นชัดเจนตัว ส่งผลให้นักลงทุนมีการถอนเงินทุนออกไปตั้งหลักเพื่อรอลงทุนครั้งใหม่

ด้านนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า การจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้นในขณะนี้เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็น เนื่องจากขนาดของตลาดหุ้นไทยใหญ่กว่าในอดีตมาก จึงจำเป็นต้องใช้เม็ดเงินในการจัดตั้งค่อนข้างมาก ประกอบกับตลาดหุ้นทั่วโลกก็มีทิศทางที่ปรับตัวลดลงเช่นกัน เนื่องจากเฟดส่งสัญญาณว่าจะมีการชะลอและยกเลิกมาตรการ QE สหรัฐ หลังจากมองเห็นถึงเศรษฐกิจสหรัฐโดยรวมกำลังฟื้นตัวขึ้น ช่วงนี้จึงอยู่ในระยะเวลาของการปรับฐาน

นอกจากนั้น การจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้นจะเป็นสิ่งที่บิดเบือนกลไกตลาด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ

“ตอนนี้ยังไม่มีความจำเป็นจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้น เพราะการจัดตั้งต้องใช้เม็ดเงินค่อนข้างมาก เนื่องจากมูลค่าการซื้อขายต่อวันสูงถึง 6-7 หมื่นล้านบาท บางวันอาจจะเป็น 1 แสนล้านบาท ต่างจากในอดีตที่มีเพียง 5-6 พันล้านบาท การจัดตั้งกองทุนไม่ make sense และตอนนี้ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกก็มีการปรับตัวลงกันถ้วนหน้า มาจากที่นักลงทุนกังวลเฟดส่งสัญญาณชลอ QE หลังจากแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว ทำให้นักลงทุนถอนเงินออกจากตลาดหุ้นเพื่อตั้งหลัก ปัจจุบันอยู่ระหว่างปรับฐานคาดว่าจะใช้เวลา 2-3 เดือน และการจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้นจะเป็นการบิดเบือนตลาด ซึ่งไม่ควรทำ"นายไพบูลย์ กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยยังมีพื้นฐานที่ดี ประกอบกับสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูง การที่เฟดประกาศออกมาก็ยังไม่ได้มีการยกเลิกการอัดฉีดเงินเข้าระบบในทันที ทำให้ขณะนี้ยังมีเงินหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง

การที่ตลาดหุ้นไทยจะมีการปรับตัวขึ้นได้ คงต้องรอให้นักลงทุนต้องมีความมั่นใจมากขึ้น ซึ่งคงต้องอาศัยความคาดหวังนโยบายภาครัฐ ทิศทางเศรษฐกิจ และกำไรของบริษัทจดทะเบียนในประเทศ ซึ่งภาพรวมในปัจจุบันอยู่ในทิศทางที่เป็นบวก ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยในประเทศอยู่ในช่วงขาขึ้น และไม่เป็นภาระต่อภาวะเศรษฐกิจ จะทำให้ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ โดยหุ้นที่มีโอกาสฟื้นตัวขึ้น เป็นอันดับแรกคือ กลุ่มแบงก์ เนื่องจากระดับราคาในกลุ่มนี้มีการปรับตัวลงไปค่อนข้างมาก การฟื้นตัวของกลุ่มนี้จะมาจากปัจจัยภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ จึงมีความเสี่ยงในการลงทุนน้อยกว่า จึงมีความสนใจที่น่าเข้าไปลงทุน ส่วนกลุ่มพลังงาน ก็จะมีโอกาสฟื้นตัว แต่อย่างไรก็ตามปัจจัยด้านต่างๆยังไม่เอื้อ อาจจะทำให้การฟื้นตัวเป็นไปได้ช้า

นายไพบูลย์ กล่าวว่า เศรษฐกิจในประเทศจะเติบโตกว่า 4% มองว่าเป็นอัตราการเติบโตในระดับที่ดี รวมถึงบริษัทจดทะเบียนในประเทศยังมีความสามารถในการทำกำไรสูง แม้ว่าภาคการส่งออกจะเติบโตค่อนข้างช้าในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ได้รับแรงหนุนจากนโยบายโครงสร้างพื้นฐานสามารถผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตได้ ทำให้นักลงทุนในประเทศมีความมั่นใจมากขึ้น รวมถึงนักลงทุนต่างชาติมีความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นด้วย


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ