ทริส คงอันดับเครดิตองค์กร ASK ที่ "BBB+" คงแนวโน้ม "Stable"

ข่าวหุ้น-การเงิน 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556 16:48 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ทริสเรทติ้งยืนยันอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง (ASK) ที่ระดับ “BBB+" ด้วยแนวโน้ม “Stable" หรือ “คงที่"

อันดับเครดิตสะท้อนถึงคณะผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในธุรกิจสินเชื่อรถยนต์และความสามารถในการดำรงสถานะทางการตลาดจากการขยายขนาดสินเชื่อ นอกจากนี้ ปัจจัยอื่น ๆ ที่สนับสนุนอันดับเครดิตยังประกอบด้วย สถานะที่แข็งแกร่งในธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ในตลาดเฉพาะกลุ่มของรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ การสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ระบบการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และความสัมพันธ์ที่ยาวนานกับตัวแทนจำหน่ายรถยนต์

อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งดังกล่าวถูกลดทอนลงบางส่วนจากลักษณะสินเชื่อของบริษัทที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจแม้ลักษณะของสินเชื่อประเภทนี้จะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าก็ตาม ความยืดหยุ่นทางการเงินของบริษัทมีอุปสรรคจากกฎระเบียบการกำหนดเพดานการกู้ยืมจากผู้ถือหุ้นของบริษัทคือ ธนาคารกรุงเทพ อย่างไรก็ตาม บริษัทก็มีความสามารถในการกระจายแหล่งเงินทุนเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน

ในขณะที่แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable" หรือ “คงที่" อยู่บนพื้นฐานการคาดการณ์ของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะสามารถดำรงสถานะทางการตลาดในตลาดเฉพาะกลุ่มสำหรับยานพาหนะเพื่อการพาณิชย์ต่อไปได้ การมีคณะผู้บริหารที่มีประสบการณ์และความสามารถ ตลอดจนระบบการบริหารความเสี่ยงและระบบการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่ดี โดยคาดว่าผู้ถือหุ้นรายใหญ่น่าจะให้การสนับสนุนต่อไป นอกจากนี้ ยังคาดว่าบริษัทจะปรับอายุของสินทรัพย์และหนี้สินให้มีความสอดคล้องกันมากขึ้นโดยการกระจายกำหนดการชำระหนี้ของเงินกู้ยืมให้หลากหลายขึ้น

ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2556 ในจำนวนสินเชื่อรวมของ ASK นั้น จำนวน 85.4% เป็นสินเชื่อรถยนต์สำหรับลูกค้ารายย่อยซึ่งดำเนินการโดยบริษัทเอง โดยอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2554 และ 2553 ที่ระดับ 84.6% และ 85.2% ตามลำดับ ในขณะที่สัดส่วนสินเชื่อลีสซิ่งและแฟคตอริ่งของบริษัทในเครือที่บริษัทถือหุ้นทั้งหมด คือ บริษัท กรุงเทพแกรนด์แปซิฟิคลีส จำกัด (มหาชน) อยู่ที่ระดับ 10.5% และ 3.6% ตามลำดับ สินเชื่อรวมของบริษัทขยายตัวมากถึงระดับ 28.8% จาก 17,686 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2554 เป็น 22,786 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2555 หลังจากหยุดชะงักลงจากเหตุอุทกภัยในปี 2554

ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของฐานลูกค้าโดยรวมของบริษัทอยู่ในระดับต่ำเนื่องมาจากลักษณะของสินเชื่อรถยนต์สำหรับลูกค้ารายย่อย นอกจากนี้ การกระจายตัวของส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ในสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์สำหรับลูกค้ารายย่อยยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในด้านผลิตภัณฑ์ของสินเชื่อได้ด้วย โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2556 สินเชื่อรถยนต์สำหรับลูกค้ารายย่อยคงค้างประกอบด้วยรถยนต์นั่งและรถกระบะจำนวน 33.2% รถตู้ 23.8% รถบรรทุก 34.9% รถแท็กซี่ 6.3% รถโดยสาร 0.2% และสินเชื่อสำหรับลูกค้าที่นำรถยนต์มาขอสินเชื่อใหม่อีก 1.6%

โดยทั่วไปแล้ว แม้ว่าสินเชื่อสำหรับยานพาหนะเพื่อการพาณิชย์ เช่น รถบรรทุก รถตู้ และรถแท็กซี่จะสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า แต่ส่วนผสมของสินเชื่อที่มีสินทรัพย์ประเภทดังกล่าวจะทำให้ผู้ประกอบการมีความเสี่ยงที่สูงกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่อื่น ๆ ที่เน้นการให้สินเชื่อสำหรับรถยนต์นั่งและรถกระบะ ดังนั้น เพื่อลดทอนความเสี่ยงที่สูงกว่า บริษัทจึงใช้กลยุทธ์ในการแบ่งกลุ่มย่อยเพื่อเน้นสินเชื่อเฉพาะผลิตภัณฑ์และกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยงน้อยเพื่อลดความเสี่ยงโดยรวม

แม้สินเชื่อของบริษัทจะดูเหมือนมีความเสี่ยงที่สูงกว่า แต่อัตราส่วนของสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (ค้างชำระมากกว่า 3 งวด) ต่อสินเชื่อรวมยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับผู้ให้บริการรายอื่น การมีคณะผู้บริหารที่มีประสบการณ์และความสามารถ ตลอดจนระบบการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และนโยบายการอนุมัติสินเชื่อแบบระมัดระวังจะเป็นปัจจัยที่ช่วยให้บริษัทสามารถดำรงคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของบริษัทปรับตัวดีขึ้นจาก 1.42% ในปี 2552 เป็น 0.89% ในปี 2553 วิกฤตการณ์อุทกภัยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 ได้ส่งผลต่อคุณภาพสินเชื่อรถยนต์สำหรับลูกค้ารายย่อย โดยอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ปรับเพิ่มจาก 0.43% ในปี 2553 เป็น 0.61% ในปี 2554

อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้สำหรับสินเชื่อลีสซิ่งและแฟคตอริ่งของบริษัท กรุงเทพแกรนด์แปซิฟิคลีส ได้ปรับตัวดีขึ้นในปี 2554 ส่งผลให้บริษัทยังคงสามารถรักษาระดับอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้รวม ณ สิ้นปี 2554 ที่ระดับ 0.88% อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้รวมปรับลดลงอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ 0.83% ณ สิ้นปี 2555 และ 0.79% ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2556 การปรับลดลงดังกล่าวมีผลบางส่วนจากการที่บริษัทขยายฐานสินเชื่อค่อนข้างมากในช่วงปีที่ผ่านมา

การแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมสินเชื่อรถยนต์ยังมีผลกดดันความสามารถในการทำกำไรของบริษัทและผู้ประกอบการรายอื่น ผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยรับได้รับแรงกดดันจากภาวะการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถรักษาระดับต้นทุนทางการเงินจากการใช้เงินทุนเพื่อขยายสินเชื่อจากการกู้ยืมระยะสั้นในสัดส่วนที่มากขึ้น นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายดำเนินงานและภาระการตั้งสำรองสินเชื่อยังคงอยู่ภายใต้การควบคุม ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรปรับเพิ่มขึ้น อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวมถัวเฉลี่ยของบริษัทปรับตัวขึ้นมากเป็น 2.36% ในปี 2555 จากระดับ 1.97% ในปี 2554 อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นถัวเฉลี่ยก็ปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยปรับเป็น 17.61% ในปี 2555 จาก 16.58% ในปี 2554

บริษัทได้รับประโยชน์ด้านแหล่งเงินทุนจากการมีสถานะเป็นบริษัทในเครือของธนาคารกรุงเทพ อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ดังกล่าวถูกจำกัดโดยกฎเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการให้กู้ยืมแก่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกันของสถาบันการเงิน โดยกฎเกณฑ์ดังกล่าวจำกัดจำนวนเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์ที่ให้แก่บริษัทที่เกี่ยวข้องของธนาคาร กฎเกณฑ์ดังกล่าวจำกัดความยืดหยุ่นทางเงินของบริษัทและประโยชน์จากแหล่งเงินทุนที่มีความมั่นคงจากธนาคารกรุงเทพ

อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถกระจายแหล่งเงินทุนไปยังสถาบันการเงินอื่นและตลาดทุนซึ่งรวมถึงการออกตั๋วแลกเงินและหุ้นกู้ โดยเก็บวงเงินคงเหลือจากธนาคารกรุงเทพไว้เป็นแหล่งเงินทุนสำรองเพื่อลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2555 บริษัทระดมทุนผ่านตั๋วแลกเงินคิดเป็น 40.2% ของเงินกู้ยืมรวม เพิ่มขึ้นมากจาก 27.1% ในปี 2554 การระดมเงินผ่านตั๋วแลกเงินช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนทางการเงินได้ อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้ว การระดมทุนผ่านตั๋วแลกเงินจะก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านการกู้ยืมใหม่เพื่อชำระหนี้เก่า เนื่องจากตั๋วแลกเงินจัดเป็นตราสารทางการเงินที่มีความอ่อนไหวต่อสภาวะตลาด อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงดังกล่าวของบริษัทลดทอนลงจากการมีกระแสเงินสดจากการชำระค่างวดของลูกค้าและวงเงินสำรองที่เพียงพอต่อความต้องการเงินทุนของบริษัท โดยทริสเรทติ้งหวังว่าบริษัทจะเตรียมวงเงินสำรองที่เพียงพอสำหรับชำระหนี้ตั๋วแลกเงินที่มีอยู่

ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทมีการใช้เงินกู้ยืมระยะสั้นในสัดส่วนที่มากขึ้นเพื่อควบคุมต้นทุนทางการเงิน ประกอบกับมีเงินกู้ยืมระยะยาวจำนวนมากที่ครบกำหนดในปี 2556 ซึ่งส่งผลให้เกิดความไม่สอดคล้องกันของอายุสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2555 เงินกู้ยืนระยะสั้นและส่วนของเงินกู้ยืมระยะยาวของบริษัทที่ครบกำหนดชำระใน 1 ปีมีจำนวนมากถึง 91.1% ของเงินกู้ยืมทั้งหมด แม้ว่าบริษัทจะชำระคืนเงินกู้ที่ครบกำหนดโดยการกู้ยืมใหม่ด้วยเงินกู้ระยะยาว ทริสเรทติ้งก็คาดหวังว่าบริษัทจะกระจายวันครบกำหนดของเงินกู้ยืมระยะยาวให้หลากหลายขึ้นซึ่งจะช่วยให้มีความสอดคล้องในด้านอายุของสินทรัพย์และหนี้สินที่ดีขึ้น อีกทั้งจะช่วยลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่องในระยะยาวด้วย การเพิ่มทุนในปี 2555 ช่วยให้อัตราส่วนของส่วนของผู้ถือหุ้นต่อสินทรัพย์รวมปรับเพิ่มขึ้นเป็น 15.4% ในปี 2555 จาก 11.6% ในปี 2554 ฐานทุนที่แข็งแกร่งขึ้นจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและช่วยให้บริษัทสามารถก่อหนี้เพิ่มเพื่อขยายฐานสินเชื่อ


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ