(เพิ่มเติม) MATCH เล็งจับมือพันธมิตรตั้งค่ายหนังใหม่ พร้อมเจรจาซื้อกิจการเพิ่ม หวังปิดจุดอ่อน

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday April 29, 2014 13:17 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายภูมิชาย วัชรพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. แม็ทซิไมซ์ โซลูชั่น(MATCH) เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมตั้งบริษัทใหม่เพื่อร่วมลงทุนกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในเมืองไทยตั้งค่ายภาพยนตร์ขึ้นมาใหม่เพื่อผลิตภาพยนตร์ป้อนเข้าสู่ระบบ โดยเบื้องต้นคาดว่า MATCH จะมีสัดส่วนการถือหุ้นราว 25-30% ซึ่งได้รับการอนุมัดจากคณะกรรมการบริษัทแล้ว เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 50 ล้านบาท และน่าจะได้ข้อสรุปในเดือน พ.ค.57

นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อกิจการในประเทศอีก 1 ราย คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปีนี้

"ดีลทั้ง 2 ดีลหลังจากทำเสร็จแล้วจะช่วยให้บริษัทมีความเข็งแกร่งมากขึ้น จะช่วยปิดจุดอ่อนทุกจุดได้ทั้งหมด ทำให้เรามีความมั่นคงมากขึ้น" นายภูมิชาย กล่าว

นายภูมิชาย กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้ปีนี้เติบโต 30% จากปีก่อนที่มีรายได้ 690 ล้านบาท ขณะที่กำไรปีนี้จะเติบโตไปในทิศทางเดียวกันกับรายได้ โดยรายได้หลักจะมาจากธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ที่มีความต้องการเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะจากการที่ทีวีดิจิตอลเริ่มออกอากาศช่วยกระตุ้นการโฆษณามากขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้โดนผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้น ประกอบกับ ขณะนี้มีภาพยนตร์และซีรีย์จากต่างประเทศที่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยมากขึ้น ทั้งจากจีนและอินเดีย เนื่องจากต้นทุนการถ่ายทำของไทยต่ำกว่า

ขณะที่บริษัทเตรียมแผนที่จะขยายธุรกิจการให้เช่าอุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ไปยังต่างประเทศ โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในพม่าเป็นประเทศแรก โดยปัจจุบันก็ได้มีการเจรจากันแล้วในระดับหนึ่ง และยังมองที่จะขยายไปยังอินโดนิเซียด้วย ทั้งนี้ เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)ในปี 58 โดยการลงทุนในพม่าจะเป็นความร่วมมือกับผู้ประกอบการท้องถิ่นเพื่อทำธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 20 ล้านบาท

ส่วนธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์นั้น บริษัทเตรียมจะผลิตรายการให้กับทางช่อง 7 เพิ่มอีก 1 รายการ จากเดิมผลิตอยู่ 4 รายการ อาทิ รายการปลดหนี้ ที่ออกอาการในวันหยุด และออกอาการในวันธรรมดา, คบเด็กสร้างบ้าน, CHEEZE TV

"ปีนี้รายได้ของเราจะมีการเติบโตที่ดีทั้งด้านรายได้และกำไรจากธุรกิจหลักของเราที่มีการเติบโตค่อนข้างสูง ในขณะเดียวกันมีหนังฟอร์มยักษ์ที่ต้องการเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทยมากขึ้น เพราะต้นทุนของประเทศเราค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ นอกจากนี้เรายังจะมีการลงทุนไปในประเทศพม่าเป็นประเทศแรก เพราะการลงทุนไม่มาก และใกล้ขณะที่พม่ายังมีความต้องการมากทั้งเรื่องของอุปกรณ์และบุคลากร ซึ่งบริษัทเรามีความพร้อมค่อนข้างมาก นอกจากนี้เรายังมองการลงทุนไปในอินโดนิเซีย เพื่อที่จะรองรับการเปิด AEC ด้วย"นายภูมิชาย กล่าว

นายภูมิชาย กล่าวว่า สำหรับโครงการสตูดิโอและเมืองถ่ายหนังครบวงจร(New Home)มูลค่าโครงการ 700 ล้านบาท เพื่อรองรับการถ่ายทำแบบกลางแจ้ง ถ่ายในร่ม และการถ่ายใต้น้ำ พร้อมทั้งมีอุปกรณ์การถ่ายทำที่ทันสมัยและครบวงจร ได้มาตรฐานอยู่ในระดับชั้นนำของอาเซียน มีการจำลองสถานที่ต่างๆ เป็นฉากถ่ายทำ เช่น ทางด่วน และสถานีรถไฟฟ้า เป็นต้น ล่าสุดบริษัทได้ข้อสรุปในการซื้อที่ดินบริเวณตอนเหนือของกรุงเทพ มูลค่า 400 ล้านบาทแล้ว คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในไตรมาส 2/57 หลังจากออกแบบและเตรียมการต่างๆไว้เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ช่วงปลายปี 59

โครงการดังกล่าวจะสร้างรายได้ให้กับบริษัทในระยะยาว และส่งผลให้รายได้ของบริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดด ขณะที่คาดว่าโครงการดังกล่าวจะใช้ระยะเวลา 8-10 ปีที่จะถึงจุดคุ้มทุน โดยประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนที่ 10.47%

"รายได้ของเราจะเติบโตเป็นเท่าตัวหลังจากที่เราเปิดใช้โครงการ New Home ในเชิงพาณิชย์ได้ จะช่วยให้บริษัทฯได้ประโยชน์จากการเช่าเครื่องมือ และอุปกรณ์การถ่ายทำภาพยนตร์ จะทำให้เรามีความมั่นคงทางด้านรายได้มากขึ้น เพราะปัจจุบันเรามีรายได้จากธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ถ่ายทำและผลิตรายการเป็นสัดส่วนถึง 80%" นายภูมิชาย กล่าว

นายภูมิชาย กล่าวถึงแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 1/57 ว่า ทั้งรายได้และกำไรมีการเติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/56 และไตรมาส 4/56 แม้ว่าอาจจะต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองบ้าง


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ