AEC-W2 ปิดเทรดวันแรกที่ 0.37 บาท มูลค่าซื้อขาย 50.76 ล้านบาท โดยเปิดตลาดที่ 0.20 บาท ราคาขึ้นสูงสุด 0.41 บาท และราคาลงต่ำสุด 0.20 บาท
ส่วนหุ้น AEC ปิดตลาดที่ 1.32 บาท เพิ่มขึ้น 0.03 บาท(+2.33%) มูลค่าซื้อขาย 35.90 ล้านบาท โดยเปิดตลาดที่ 1.30 บาท ราคาปรับตัวขึ้นสูงสุดที่ 1.38 บาท และราคาปรับตัวลงต่ำสุดที่ 1.30 บาท
บล.ทิสโก้ ระบุในบทวิเคราะห์ฯประเมินมูลค่าที่เหมาะสมใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญบริษัทหลักทรัพย์ เออีซี (AEC)ใช้ชื่อ AEC-W2 จะค่อนข้างสูง เนื่องจากราคาหุ้นแม่ที่ต่ำกว่าราคาใช้สิทธิที่ 2 บาท และหุ้นแม่มีค่า Volatility ที่สูงถึง 70%, คาดว่า AEC จะยังไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ในระยะสั้น ส่งผลให้ไม่มีเงินปันผลจ่ายมากดดันในการประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของวอร์แรนท์ โดยสรุป ประเมินมูลค่า AEC-W2 ได้ที่ 0.45 บาท/หน่วย คิดเป็น All-in Premium 90.12%
AEC-W2 จำนวนที่ออก 165.66 ล้านหน่วย จัดสรรแก่ผู้ถือหุ้นเดิมที่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่ราคา 1 บาทในอัตราส่วน 5 : 1 : 1 อัตราใช้สิทธิ 1 : 1 @ 2 บาท, อายุ 3 ปี โดยให้ใช้สิทธิได้ทุกวันทำการสุดท้ายของเดือน มิ.ย. และ ธ.ค. (ใช้สิทธิครั้งแรกวันที่ 30 มิ.ย. 57 และใช้สิทธิครั้งสุดท้ายวันที่ 10 มิ.ย. 60 ซึ่งเป็นวันหมดอายุ)
AEC ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ โดยมีใบอนุญาต 4 ประเภท ได้แก่ 1.นายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ 2.ค้าหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน 3.จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ และ 4.การเป็นตัวแทนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า โดย บล.เออีซี คือ บล.ยูไนเต็ดฯ เดิมที่ได้ซื้อหุ้นของ บล. ยูโอบีเคย์เฮียนทั้งหมดในปี 2556
ในช่วงที่ผ่านมา AEC มีปัยจัยสำคัญที่เกิดขึ้นคือการซื้อตัวบุคลากรในสายงานหลักทรัพย์เป็นจำนวนมากเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด หากนับจากต้นปี AEC มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 1.18% อยู่ในลำดับที่ 27 แต่หากนับจากช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ส่วนแบ่งทางการตลาดของ AEC เพิ่มมาอยู่ที่ 2.22% เป็นลำดับที่ 20 อนึ่ง สำหรับการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา AEC มีผลขาดทุน 40 ล้านบาทสำหรับปี 2556