ทริสฯ คงอันดับเครดิตองค์กร-หุ้นกู้ OISHI ที่ “A-/Stable"

ข่าวหุ้น-การเงิน 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558 11:54 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บมจ.โออิชิ กรุ๊ป(OISHI) ที่ระดับ “A-" ด้วยแนวโน้ม “Stable" หรือ “คงที่"

อันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะของบริษัทที่เป็นผู้นำในตลาดเครื่องดื่ม ชาเขียวในประเทศไทย การมีตราสัญลักษณ์สินค้าซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างดี ตลอดจนสภาพคล่องทางการเงินที่ดีของบริษัท การประเมินอันดับเครดิตยังพิจารณาถึงการสนับสนุนที่บริษัทได้รับจากบริษัทแม่คือ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม จุดแข็งดังกล่าวมีข้อจำกัดบางประการจากภาวะการแข่งขันที่รุนแรง ตลอดจนการชะลอตัวของการบริโภค และภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นของบริษัท

แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable" หรือ “คงที่" สะท้อนถึงความคาดหมายของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะยังคงรักษาสถานะทางการแข่งขันและสร้างผลการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังคาดหวังว่าบริษัทจะยังคงมีความร่วมมือทางธุรกิจกับกลุ่มบริษัทไทยเบฟเวอเรจต่อไป

การปรับเพิ่มขึ้นของอันดับเครดิตของบริษัทจะเกิดจากการที่บริษัทได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มบริษัทไทยเบฟเวอเรจที่มากขึ้น และ/หรือมีผลการดำเนินงานและกระแสเงินสดที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก ในขณะที่ความเสี่ยงจากการถูกปรับลดอันดับเครดิตของบริษัทจะเกิดจากการที่บริษัทเปลี่ยนไปใช้นโยบายการก่อหนี้เชิงรุกหรือหากการทำกำไรของบริษัทลดลงเป็นระยะเวลาที่ต่อเนื่อง

OISHI ดำเนินธุรกิจหลัก 2 ประเภท คือ ธุรกิจเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์และธุรกิจอาหาร โดยมีตราสัญลักษณ์ “โออิชิ" (Oishi) เป็นตราสินค้าหลักของบริษัทซึ่งเน้นความเป็นญี่ปุ่น ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2558 โรงงานผลิตเครื่องดื่มของบริษัท 3 แห่งมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 480 ล้านลิตรต่อปีซึ่งใช้ผลิตชาเขียวโออิชิซึ่งเป็นสินค้าหลักของบริษัท นอกจากนี้ ยังใช้ผลิตสินค้าตามสัญญารับจ้างผลิตให้แก่กลุ่มบริษัทไทยเบฟเวอเรจด้วย

สำหรับธุรกิจอาหารนั้น บริษัทดำเนินธุรกิจเครือภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นภายใต้ตราสินค้าของบริษัทเองจำนวน 6 ตราสินค้า อีกทั้งยังจำหน่ายอาหารแช่แข็งและแช่เย็นและให้บริการจัดส่งอาหารอีกด้วย ณ เดือนมิถุนายน 2558 บริษัทมีเครือภัตตาคารรวม 225 สาขา โดยร้านชาบูชิ (Shabushi) ซึ่งเป็นภัตตาคารชาบู ชาบู หม้อไฟแบบญี่ปุ่นและซูชิข้าวปั้นญี่ปุ่นแบบบุฟเฟต์นั้นมีจำนวนสาขาประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนสาขาทั้งหมด นอกจากนี้ บริษัทยังมีร้านอาหารในเครือที่สำคัญอื่น ๆ ด้วย เช่น โออิชิ ราเมน (Oishi Ramen) โออิชิ บุฟเฟ่ต์ (Oishi Buffet) และคาคาชิ (Kakashi) ซึ่งเป็นร้านข้าวหน้าสไตล์ญี่ปุ่น โดยบริษัทมีครัวกลาง 1 แห่งในจังหวัดชลบุรี

ณ เดือนสิงหาคม 2558 บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ถือหุ้นในสัดส่วน 79.7% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัท การเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มบริษัทไทยเบฟเวอเรจซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มชั้นนำของไทยทำให้บริษัทได้รับการสนับสนุนและได้ประโยชน์หลายด้านจากการผสานพลังทางธุรกิจ ได้แก่ การแต่งตั้งคณะผู้บริหารเข้ามาดูแลกิจการ การให้บริการกระจายสินค้า และความร่วมมือด้านการผลิต เครือข่ายการจัดจำหน่ายขนาดใหญ่ของบริษัทไทยเบฟเวอเรจช่วยให้สินค้าของบริษัทกระจายตัวครอบคลุมตลาดต่าง ๆ และเข้าถึงลูกค้าทั่วประเทศ อีกทั้งยังมีโอกาสเติบโตในตลาดส่งออกด้วย บริษัทยังมีความร่วมมือกับบริษัทไทยเบฟเวอเรจในด้านการผลิตโดยการใช้โรงงานและเครื่องจักรร่วมกันซึ่งช่วยเพิ่มอัตราการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ นอกจากนี้ บริษัทยังสามารถจัดซื้อวัตถุดิบร่วมกับบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ซึ่งช่วยทำให้บริษัทมีอำนาจต่อรองกับคู่ค้ามากขึ้นอีกด้วย

สถานะทางธุรกิจของบริษัทได้รับแรงหนุนจากการมีฐานะเป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มชาเขียวชั้นนำในประเทศไทย โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2558 บริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 44% ของตลาดชาเขียวพร้อมดื่มภายในประเทศ สำหรับธุรกิจอาหารนั้นมีแนวโน้มในการเติบโตที่ดีโดยมีปัจจัยสนับสนุนจากตราสัญลักษณ์ "โออิชิ" และโอกาสในการขยายตลาดที่มีอยู่ บริษัทวางแผนขยายสาขาทั่วเมืองใหญ่อย่างน้อย 40 สาขาต่อปี เศรษฐกิจที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมาได้ส่งผลต่อการบริโภคภายในประเทศในปี 2557-2558 และทำให้การบริโภคชาเขียวชะลอตัวลงในปี 2557 อีกทั้งส่งผลทำให้ยอดขายสาขาเดิมของเครือภัตตาคารร้านอาหาร (Same Store Sales) หดตัวลงต่อเนื่อง 2 ปี

อย่างไรก็ตาม บริษัทมีรายได้รวมเติบโตขึ้น 1.6% ในปี 2557 เมื่อเปรียบเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโตที่ระดับ 8.6% สำหรับช่วง 6 เดือนแรกของปี 2558 โดยเป็นผลจากการออกสินค้าเครื่องดื่มชนิดใหม่ รวมทั้งจากการเพิ่มการผลิตในกลุ่มสินค้าที่บริษัทรับจ้างผลิต (Original Equipment Manufacturer -- OEM) และจากการขยายสาขาร้านอาหาร นอกจากนี้ ในเดือนกรกฎาคม 2557 บริษัทยังได้เปิดร้านชาบูชิสาขาแรกในเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า และเพิ่มขึ้นเป็น 3 สาขา ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2558

บริษัทมีรายได้รวม 12,405 ล้านในปี 2557 และ 6,580 ล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2558 ยอดขายจากธุรกิจอาหารสร้างรายได้ในสัดส่วน 51% ของรายได้รวม ในขณะที่ธุรกิจเครื่องดื่มมีสัดส่วน 49% ยอดขายจากธุรกิจอาหารเติบโต 10.5% ในปี 2557 และเติบโต 5.5% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2558 ในขณะที่ยอดขายจากธุรกิจเครื่องดื่มลดลง 6.9% ในปี 2557 และปรับดีขึ้น 12% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2558

อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงาน (กำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้จากการขาย) ของบริษัทปรับตัวดีขึ้นเป็น 12.2% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2558 เปรียบเทียบกับอัตรากำไรโดยเฉลี่ยที่ 10.5% ในช่วงปี 2556 และ 2557 โดยเป็นผลจากกิจกรรมส่งเสริมการขายและการตลาด การออกสินค้าใหม่ในธุรกิจเครื่องดื่ม และส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากต้นทุนที่ประหยัดได้จากการผลิตที่มีประสิทธิภาพโดยใช้เทคโนโลยีการบรรจุเย็นแบบปลอดเชื้อ (Cold Aseptic Filling -- CAF) โดยอัตรากำไรจากการดำเนินงานของธุรกิจเครื่องดื่มเพิ่มขึ้นจาก 10% ในปี 2556 เป็น 15% ในปี 2557 และ 16.7% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2558

อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรในธุรกิจอาหารได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวซึ่งทำให้อัตรากำไรลดลงจาก 10% ในปี 2556 มาอยู่ที่ 8% ในปี 2557 และในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2558 ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารของบริษัทยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 29%-30% ของรายได้รวมเพื่อรับมือกับการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงในตลาดชาพร้อมดื่ม บริษัทมีเงินทุนจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นจาก 1,265 ล้านบาทในปี 2556 มาอยู่ที่ประมาณ 1,400 ล้านบาทในปี 2557 และ 808 ล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2558 สภาพคล่องของบริษัทยังคงแข็งแกร่ง โดยอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมอยู่ที่ 50.4% และอัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายที่ระดับ 10.8 เท่าสำหรับช่วง 6 เดือนแรกของปี 2558

ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้ของบริษัทจะเติบโต 5%-8% ต่อปีโดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการขยายสาขาร้านอาหารและอุปสงค์การบริโภคชาพร้อมดื่มที่ฟื้นตัว อัตราส่วนกำไรของบริษัทคาดว่าจะสูงกว่า 11.5% จากอุปสงค์ที่มีต่อธุรกิจอาหารที่มีเสถียรภาพและความได้เปรียบในด้านต้นทุนการผลิตในธุรกิจเครื่องดื่ม อีกทั้งยังคาดว่าจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานที่ระดับ 1,500-2,000 ล้านบาทต่อปี

ภาระหนี้ของบริษัทเพิ่มขึ้นจากระดับ 2,063 ล้านบาทในปี 2556 มาอยู่ที่ 3,089 ล้านบาท ณ เดือนมิถุนายน 2558 เนื่องจากบริษัททำการขยายกำลังการผลิตเครื่องดื่มและสร้างครัวกลางแห่งใหม่ ส่งผลให้อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนเพิ่มขึ้นจาก 37.7% ในปี 2556 เป็น 45.3% ณ เดือนมิถุนายน 2558 ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะใช้ค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนในช่วงปี 2559-2561 ประมาณ 3,500 ล้านบาทเพื่อใช้ขยายสาขาร้านอาหารและเพิ่มสายการผลิตเครื่องดื่ม CAF โดยอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนจะอยู่ในระดับไม่เกิน 50% และค่อย ๆ ลดลงในช่วง 3 ปีข้างหน้า


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ