ธปท. เพิ่มบทบาทดูแล ศก.ภูมิภาค ลุยปรับโครงสร้าง แก้หนี้รายย่อย เติมสภาพคล่องฟื้น SMEs อีสาน

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday August 3, 2026 15:04 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาประจำปี 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยระบุว่า ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ธปท. ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทอย่างชัดเจนตามบริบทโลกที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่มุ่งเน้นเพียงการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค เช่น การดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำ และการควบคุมระบบการชำระเงินให้มั่นคง แต่ในปัจจุบัน ปัญหาเชิงโครงสร้างกลายเป็นตัวเหนี่ยวรั้งสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำลง จนส่งผลกระทบต่อภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจ

นายวิทัย กล่าวว่า แนวโน้มที่น่ากังวล คือ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) มีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่เคยเติบโตได้ในระดับ 7% มาเหลือเพียง 3% หลังสถานการณ์โควิด-19 และในปีนี้ คาดว่า GDP จะเติบโตเพียง 2.3% เท่านั้น ซึ่งแม้จะดีกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.5% แต่ยังถือว่าเป็นการเติบโตในระดับต่ำ

อย่างไรก็ดี มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าไฮเทค, AI, Data Center และ Cloud Service ที่ขยายตัวถึง 45% แต่การลงทุนเหล่านี้กลับมีจุดเปราะบาง คือ การจ้างงานต่ำ, การใช้สินค้าในประเทศ (Local Content) น้อย มีสัดส่วนเพียง 30% เมื่อเทียบกับธุรกิจทั่วไปที่ 70% และกำไรไม่ตกถึงคนไทย ผู้ผลิตในกลุ่มไฮเทค มีเพียง 105 ราย ซึ่งในจำนวนนี้ 85 ราย เป็นของต่างชาติ

ผู้ว่าฯ ธปท. กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนบทบาทของ ธปท. ทำให้มีการให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจภูมิภาคมากขึ้น นโยบายที่ออกมา เป็นนโยบายการเงินในเรื่องของการปรับดอกเบี้ยนโยบาย และโครงการต่าง ๆ ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง และการดูแลระดับไมโคร

นอกจากนี้ ไทยเจอปัญหาเชิงโครงสร้างหลายเรื่อง โดยเฉพาะปัญหาที่ภาคธุรกิจกู้เงินไม่ได้ ปัญหาคอร์รัปชัน การศึกษา ความไม่เป็นธรรม รายย่อย SMEs ถูกเอาเปรียบเรื่องค่าธรรมเนียมจากธนาคารพาณิชย์ ซึ่งอยู่ในยุคที่กำไรจากดอกเบี้ยลดลงเรื่อย ๆ จึงเปลี่ยนมาหารายได้จากค่าธรรมเนียมมากขึ้น ทำให้ ธปท.ได้เข้าไปปรับลดการเก็บค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น นายวิทัย มองว่า เป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง มีประชากรถึง 1 ใน 3 ของประเทศ และมีฐานการผลิตสินค้าเกษตรขนาดใหญ่ แต่กลับมีปัญหาเชิงโครงสร้าง เนื่องจากรายได้ครัวเรือนอีสานเฉลี่ยอยู่ที่ 100,000 บาทต่อปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 260,000 บาทต่อปี และมีสัดส่วนหนี้ถึง 58% ซึ่งสูงกว่าภูมิภาคอื่นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหนี้ข้าราชการ และหนี้ครัวเรือน

นายวิทัย กล่าวว่า เกษตรกรและผู้ประกอบการ SMEs ในภาคอีสาน ควรต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ จะผลิตแบบเดิมไม่ได้แล้ว เพราะไม่สามารถแข่งกับต้นทุนที่ต่ำของสินค้าจากจีนได้ โดยย้ำว่า ภาคอีสานไม่ได้ขาดศักยภาพหรือขาดคนเก่ง แต่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องเร่งเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร เพื่อให้สามารถอยู่รอดในวงจรการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ โดย ธปท.พร้อมที่จะเป็นแรงสนับสนุน และยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า ในภาพรวมสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่กลับมาเป็นบวกแล้ว โดยในเดือนล่าสุด สินเชื่อขนาดใหญ่เติบโต 4.8% แต่ของภาคอีสานติดลบ 10% ขณะที่คุณภาพสินเชื่อ (NPL) ในภาพรวมเริ่มทรงตัว แต่ในภาคอีสานพบว่า NPL ของธุรกิจพุ่งสูงถึง 10% ส่วนภูมิภาคอื่นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3% เท่านั้น

ขณะเดียวกัน สินเชื่อ SMEs ยังคงติดลบ ธปท.จึงได้ออกโครงการต่าง ๆ มาสนับสนุน เช่น โครงการ SMEs Credit Boost เป็นกลไกค้ำประกันใหม่ ขณะนี้ปล่อยได้ 50,000 ล้านบาท หวังว่าจะช่วยให้ SMEs กลับมาได้ในปี 2570 ซึ่งถ้าโครงการนี้สำเร็จ จะเสนอรัฐบาลให้ปรับกลไกการค้ำประกันสินเชื่อธุรกิจใหม่หมดจากในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้การเข้าถึงสินเชื่อทำได้กว้างมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีโครงการใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน (ซีเคียวพลัส) ในการได้รับสินเชื่อ โดยรวม 2 โครงการ คาดว่าจะปล่อยได้ 130,000 ล้านบาทในปี 2570 และยังมีการแก้หนี้รายย่อย เข้าไปช่วยเหลือหนี้รายเล็กที่มีหนี้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ซึ่งเข้าไปช่วยเหลือแล้วเกือบ 150,000 ราย และตั้งเป้าให้ถึง 300,000 รายในปี 2570

โดย ธปฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ