เงินบาท [USDTHB.X] ปิดตลาดเย็นนี้ อยู่ที่ระดับ 33.31 บาท/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 33.25/26 บาท/ดอลลาร์
นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา ระบุว่า ระหว่างวันเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ 33.24-33.32 บาท/ดอลลาร์ โดยยังไม่มีปัจจัยใหม่เพิ่มเติม ขณะที่สกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคเคลื่อนไหวแบบไร้ทิศทาง มีทั้งแข็งค่าและอ่อนค่า
ส่วนคืนนี้ยังไม่มีตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่ต้องจับตา ในภาพรวมให้ติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และราคาน้ำมันในตลาดโลก
นักบริหารเงิน คาดว่า วันจันทร์เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.20-33.40 บาท/ดอลลาร์
*ปัจจัยสำคัญ
เงินเยน อยู่ที่ระดับ 157.96 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 156.31/34 เยน/ดอลลาร์
เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1490 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.1479/1480 ดอลลาร์/ยูโร
ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,584.15 จุด เพิ่มขึ้น 0.81 จุด (+0.05%) โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 71,447.30 ล้านบาท
สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติซื้อสุทธิ 461.70 ล้านบาท
นายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการต่ออายุโครงการไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ว่า ตนได้เห็นชอบในหลักการแล้ว ตามที่รมว.คลัง รายงาน พร้อมยืนยันว่า มาตรการทั้งหมดที่ออกมาไม่ใช่โครงการประชานิยม แต่เป็นกลไกสำคัญในการช่วยอัดฉีดระบบเศรษฐกิจและลดค่าใช้จ่ายในภาวะปัจจุบัน ด้านโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากที่ได้คุยกับรมว.คลัง คาดว่า จะให้สิทธิ 1,000 บาท เป็นเวลาการใช้ 2 เดือน ในเกณฑ์ 60:40 เหมือนเดิม
รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงแนวทางการรับมือกับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก คาดว่า ในการประชุม ครม. สัปดาห์หน้า จะมีการเสนอมาตรการที่ชัดเจนในการบริหารจัดการราคาพลังงาน ค่าครองชีพ และราคาสินค้าเกษตร โดยจะพิจารณาการดึงงบประมาณจากส่วนต่าง ๆ มาใช้ตามความเหมาะสม ทั้งงบกลาง เงินกู้ หรือกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรและประชาชน
รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ว่าในขณะนี้ยังมีรายละเอียดที่ต้องหารือกันเพิ่มเติมเล็กน้อยระหว่างไทยและสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) โดยในวันพรุ่งนี้ตนเองจะเดินไปประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ที่ประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งจะได้มีการหารือเพิ่มเติมกับรองผู้แทนการค้าสหรัฐ เกี่ยวกับเรื่องนี้คิดว่าจะมีการพูดคุยให้เสร็จเรียบร้อย ส่วนการเจรจาหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยและประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อปิดดีลนั้น รวมไปถึงเรื่องเงื่อนไขของการพิจารณาภาษีอัตราพิเศษให้กับไทย รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ต้องให้ผู้นำทั้ง 2 ประเทศพูดคุยกันเองโดยตรง
รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า หากสามารถเจรจาการค้าไทย-EU ได้สำเร็จจะเกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับประเทศไทยเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยจากผลการศึกษาของสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา ระบุว่า จะส่งผลให้จีดีพีของไทยเพิ่มขึ้น 1.28% ซึ่งปัจจุบันจีดีพีอยู่ที่ 2% กว่า ๆ และการเจรจา FTA ไทย-EU ก็จะช่วยให้จีดีพีของไทยเพิ่มขึ้นเป็นขยายตัวได้เกินกว่า 3% ต่อปี ส่วนการส่งออกจะเพิ่มขึ้น 2.8% ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ผู้อํานวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมค่าเงินบาทเคลื่อนไหวตามการเปลี่ยนแปลงตามสกุลเงินดอลลาร์เป็นสำคัญ ซึ่งขึ้นกับปัจจัยพัฒนาการเศรษฐกิจโลก การดำเนินนโยบายการเงินของกลุ่มประเทศหลัก และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่แนวโน้มส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยและสหรัฐฯ นั้น มองว่า ตลาดได้รับรู้และคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว สะท้อนจากเงินบาทที่เคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพในช่วงที่ผ่านมา
เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวถึงการรับมือผลกระทบที่อาจได้รับหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในรอบ 3 ปี ว่า การปรับอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะทำให้ความเสี่ยงของตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่การรับมือของประเทศไทยในส่วนของธปท. ต้องพิจารณาดูว่าจะมีนโยบายรับมืออย่างไร เพราะอาจจะทำให้ดอกเบี้ยพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยของประเทศไทยกับต่างประเทศมีความแตกต่างกัน และต้องดูว่าจะสามารถดึงเงินลงทุนมาได้อย่างไร โดยส่วนตัวมองว่า ควรให้ความสำคัญกับการลงทุนในแผนระยะยาว เพื่อเตรียมความพร้อมให้ดี ซึ่งจะช่วยลดแรงปะทะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ส่งสัญญาณว่าจะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก หลังจากที่เพิ่งประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันนี้ เนื่องจากมีความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจจะพุ่งขึ้นสูงกว่าเป้าหมายที่ BOJ กำหนดไว้ที่ 2%
องค์การการท่องเที่ยวแห่งสหประชาชาติ (UN Tourism) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วโลกปี 69 เหลือ 1-2% จากคาดการณ์เดิมที่ 3-4% เมื่อเดือนม.ค. เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อการเติบโตของภาคการท่องเที่ยว
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน