ASP ดันสัดส่วนลูกค้า Wealth เพิ่มเป็น 50%ในปี 63 จากปีนี้ 15%,ดีล IB ในมือเพียบ

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday March 9, 2016 16:54 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (ASP) กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ธุรกิจ Wealth Management ในปี 63 จะขยับขึ้นเป็น 50% จากระดับ 15% ในปีนี้ ซึ่งเป็นไปตามกระแสของการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ ประกอบกับธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ซึ่งปัจจุบันทำสัดส่วนรายได้หลักที่ 58% มีการแข่งขันสูงขึ้นมาก

ทั้งนี้ ในปีนี้คาดผลการดำเนินงานโดยรวมของบริษัทน่าจะเติบโตไปตามอุตสาหกรรม ขณะที่ค่าธรรมเนียมนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ยังคงไว้ที่ 0.18% มากกว่าเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมที่อยู่ที่ 0.12% นอกจากบริษัทจะให้บริการแก่ลูกค้าแล้วยังมีการให้ความรู้ควบคู่กันไปด้วย ทำให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ อีกทั้งยังมีงานวาณิชธนกิจ (IB) ในมือรองรับไปอีก 2-3 ปีจากนี้รวม 50 ดีล โดยแบ่งเป็น งานที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อเสนอขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ที่มีราว 24 ดีล และการเข้าซื้อกิจการ (M&A) อีก 26 ดีล

นอกจากนี้ในส่วนงานที่ปรึกษาออกหุ้นกู้ และตั๋วแลกเงินระยะสั้น คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปีก่อนที่มีมูลค่าการออกหุ้นกู้และตั๋วแลกเงินระยะสั้นประมาณ 1.3 แสนล้านบาท เนื่องจากยังมีบริษัทที่ต้องการออกหุ้นกู้อีกจำนวนมาก โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ฯจากภาวะดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ สามารถดึงดูดให้บริษัทเข้ามาระดมทุน รวมถึงลูกค้าก็จะได้รับดอกเบี้ยที่สูงกว่าเงินฝากธนาคารพาณิชย์อีกด้วย

สำหรับการสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจที่มีความต้องการจะขยายธุรกิจ บริษัทก็มีการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง โดยสนใจในธุรกิจ FinTech Startup หรือธุรกิจพัฒนาบริการทางการเงินโดยใช้เทคโนโลยี , ธุรกิจอาหาร ,ธุรกิจขนส่ง ,ธุรกิจแฟรนไชส์ และธุรกิจ E-commerce ซึ่งธุรกิจดังกล่าวต้องมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี

นายก้องเกียรติ กล่าวเพิ่มว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยในขณะนี้มีมุมมองว่าเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับข้าง จากที่ผ่านมานักลงทุนต่างประเทศหันไปถือสินทรัพย์ที่เป็นดอลลาร์มากขึ้นเมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และคาดว่าจะมีการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยพอสมควรจากเงินทุนเคลื่อนย้ายไปสู่สกุลเงินดอลลาร์ แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณของการไหลกลับเข้ามาบ้าง หลังจากที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยก็มีปฎิกิริยาเชิงลบจากประเทศอื่นๆ ทำให้สกุลเงินดอลลาร์ปรับตัวอ่อนค่า ส่งผลดีต่อค่าเงินสกุลอื่นๆ โดยเฉพาะค่าเงินเยน อีกทั้งยังส่งผลดีต่อราคาทองคำและราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นตามไปด้วย

การปรับตัวดังกล่าว ก็ถือว่าเป็นจุดที่ดี แต่ผลประกอบการและปัจจัยพื้นฐานจะเป็นตัวชี้วัดบริษัทจดทะเบียนไทยว่าจะเติบโตได้มากขนาดไหน ซึ่งในหลายธุรกิจ อย่างสื่อสาร และแบงก์ ก็ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ รวมถึงปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยที่ยังคงชะลอตัว การส่งออกที่ยังได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกต่อเนื่อง ขณะที่มอง P/E ตลาดหุ้นไทยจะอยู่ราว 14-15 เท่า

พร้อมแนะการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่ราคาตกลงมามากแล้วแต่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัว เช่น หุ้นกลุ่มน้ำมัน สื่อสาร และแบงก์ ซึ่งล้วนเป็นหุ้นกลุ่มขนาดใหญ่ที่นักลงทุนให้ความสนใจในภาวะที่เงินทุนไหลกลับ

"ถ้าดูภาพรวมอุตสาหกรรมจะเริ่มค่อยๆฟื้นตัวขึ้นจาก Fund Flow ที่กลับมา และก็จะดีขึ้น ซึ่งเราเห็นจุดต่ำสุดในหลายๆอย่าง ขณะที่ IPO ขึ้นอยู่กับว่าเราจะพร้อมกี่บริษัท แต่ส่วนใหญ่ IPO ของเราจะอยู่ในช่วงครึ่งปีหลัง ส่วนธุรกิจอื่นๆไม่ว่าจะเป็นการบริหารสินทรัพย์ การออกหุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน ก็น่าจะโตขึ้น เมื่อเทียบกับปีก่อน จากที่ยังมีตลาดอีกกลุ่มที่ยังไม่ได้เจาะเข้าไป ฉะนั้นก็จะทำให้ดีขึ้นในทุกๆด้าน"นายก้องเกียรติ กล่าว

นายก้องเกียรติ กล่าวอีกว่า ในด้านการปรับปรุงเกณฑ์การรับหุ้นใหม่เข้าจดทะเบียนทั้งในตลาดหลักทรัพย์ (SET) และ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) โดยเฉพาะการกำหนดราคาตามมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) ขั้นต่ำที่ 0.50 บาท/หุ้นนั้น ในมุมมองส่วนตัวถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและเห็นด้วยอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนบางบริษัทก็มีราคาหุ้นเป็นเศษสตางค์อยู่มาก และอาจจะส่งผลดีต่อผู้ที่ชอบเก็งกำไร ซึ่งทางกลุ่มบริษัทก็ไม่มีนโยบายนำหุ้น IPO เข้ามาเก็งกำไรในนตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือสร้างความเสียหายในระยะยาว เพราะบริษัทจะให้คำปรึกษาแก่ผู้ที่ต้องการระดมทุนอยู่อย่างสม่ำเสมอ


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ