ทริสฯ คงอันดับเครดิตองค์กรและแนวโน้ม RML ที่ “BBB-/Stable"

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday November 9, 2016 16:48 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ บมจ. ไรมอน แลนด์ (RML) ที่ระดับ “BBB-" ด้วยแนวโน้ม “Stable" หรือ “คงที่" โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงแบรนด์ของบริษัทซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างดีในตลาดคอนโดมิเนียมราคาสูงและสถานะทางการเงินที่ดีขึ้นหลังจากบริษัทเริ่มมีการส่งมอบยอดขายที่รอรับรู้รายได้ในโครงการคอนโดมิเนียมเป็นจำนวนมากตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา

อย่างไรก็ตาม จุดแข็งดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากความเสี่ยงที่บริษัทเน้นพัฒนาเฉพาะสินค้าที่อยู่อาศัยราคาสูงและแหล่งที่มาของรายได้จากโครงการเพียงไม่กี่โครงการ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นและผู้บริหารระดับสูงหลายครั้งในอดีตที่ผ่านมาก็ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการเปิดโครงการใหม่ ทั้งนี้ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัวซึ่งส่งผลกระทบต่อความต้องการที่อยู่อาศัยราคาสูงในระยะสั้นถึงปานกลางอีกด้วย

แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable" หรือ “คงที่" สะท้อนถึงการคาดการณ์ว่าบริษัทจะสามารถพัฒนาและส่งมอบโครงการที่อยู่อาศัยได้ตามแผน ทั้งนี้ อันดับเครดิตอาจได้รับการปรับเพิ่มขึ้นหากบริษัทสามารถเปิดโครงการใหม่ได้อย่างต่อเนื่องและสามารถส่งมอบได้ตามแผนโดยยังคงรักษาอัตรากำไรจากการดำเนินงานที่ระดับ 10%-15% และอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนในระดับที่ต่ำกว่า 60% ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเอาไว้ได้ ในทางตรงข้าม อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตอาจถูกปรับลดลงหากผลการดำเนินงานและ/หรือสถานะทางการเงินของบริษัทอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับเป้าหมาย

RML ก่อตั้งในปี 2530 โดยนางจุไรรัตน์ อี. โบนิเธิร์น (Mrs. Jurairat E. Bonithern) และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี 2537 บริษัทเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ในช่วงปี 2543 จนถึงปี 2546 และมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่หลายครั้ง ในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 JS Asset Management Pte. Ltd. (JS) ได้เข้ามาซื้อหุ้น 24.98% ของบริษัทและกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

โดย JS เป็นบริษัทโฮลดิ้งเพื่อการลงทุนสัญชาติสิงคโปร์ซึ่งมี Mr. Lee Chye Tek Lionel เป็นเจ้าของ Mr. Lee ยังเป็นเจ้าของกิจการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่มธุรกิจ Jit Sun Investment (Jit Sun) ซึ่งประกอบธุรกิจที่หลากหลายอื่น ๆ ด้วย อาทิ ให้บริการก๊าซธรรมชาติและน้ำมันนอกชายฝั่ง ก่อสร้างเรือและให้บริการงานวิศวกรรมสำหรับอุตสาหกรรมเดินเรือและอุตสาหกรรมนอกชายฝั่ง โรงแรมบูทีค รวมไปถึงธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

บริษัทเน้นพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมราคาสูงซึ่งมีราคาขายตั้งแต่ 80,000 บาทจนถึง 400,000 บาทต่อตารางเมตร (ตร.ม.) ณ เดือนกันยายน 2559 บริษัทมีโครงการคอนโดมิเนียมที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาจำนวน 7 โครงการและโครงการบ้านจัดสรรที่อยู่ในระหว่างการพัฒนา 1 โครงการ ซึ่งมีมูลค่ารวม 42,000 ล้านบาท โครงการที่อยู่อาศัยของบริษัทมีมูลค่าเหลือขาย (รวมทั้งยูนิตที่ก่อสร้างแล้วและที่ยังไม่ได้ก่อสร้าง) เท่ากับ 6,400 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนกันยายน 2559 บริษัทมียอดขายที่รอการรับรู้รายได้จำนวน 4,700 ล้านบาท โดยลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 15,000 ล้านบาท ณ เดือนมิถุนายน 2556 และ 7,000 ล้านบาท ณ เดือนกันยายน 2558 ยอดขายที่รอการรับรู้รายได้ที่เหลือดังกล่าวนี้มีกำหนดส่งมอบให้แก่ลูกค้าในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 จนถึงปี 2562

ยอดขายของบริษัทลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเนื่องจากบริษัทเน้นที่การส่งมอบและโอนยอดขายที่รอการรับรู้รายได้ ยอดขายเพิ่มถึงจุดสูงสุดที่ 5,662 ล้านบาทในปี 2555 และลดลงเหลือ 3,095 ล้านบาทในปี 2557 และ 2,268 ล้านบาทในปี 2558 ยอดขายในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2559 เท่ากับ 1,469 ล้านบาท ยอดขายที่ลดลงนี้เพิ่มความกังวลต่อยอดการรับรู้รายได้ของบริษัทในอนาคต

รายได้ของบริษัทในปี 2558 เท่ากับ 5,081 ล้านบาท ลดลง 23% จากปีก่อน และในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2559 ลดลง 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็น 2,705 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดว่ายอดขายที่รอรับรู้รายได้จะสามารถส่งมอบให้แก่ลูกค้าได้ตามแผนเนื่องจากโครงการของบริษัทตั้งอยู่ในทำเลที่ดีและมีการเก็บเงินดาวน์ที่สูงถึง 25%-40% ของราคาขาย ดังนั้น จึงคาดว่ารายได้สำหรับปี 2559 จะอยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยอดขายที่รอรับรู้รายได้ที่ลดลงทำให้คาดว่ารายได้ของบริษัทในช่วง 3 ปีข้างหน้าอาจลดลงเหลือประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาทต่อปี โดยรายได้ของบริษัทได้รับแรงหนุนบางส่วนจากยอดขายที่รอการรับรู้รายได้มูลค่า 1,900 ล้านบาทในปี 2560 มูลค่า 300 ล้านบาทในปี 2561 และมูลค่า 1,200 ล้านบาทในปี 2562

ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทดีขึ้นตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมาซึ่งเป็นผลจากการส่งมอบโครงการคอนโดมิเนียม The River ในปี 2555 และโครงการ 185 Rajadamri ในปี 2557 บริษัทมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานซึ่งวัดจากอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้จากการขายเพิ่มขึ้นเป็น 18%-20% ในช่วงปี 2555-2556 และเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็น 26%-27% ในช่วงปี 2557 ถึงครึ่งแรกของปี 2559

อัตรากำไรสุทธิฟื้นตัวขึ้นเป็นประมาณ 10% ในช่วงปี 2555-2556 และ 18%-21% ในช่วงปี 2557 ถึง 6 เดือนแรกของปี 2559 ทั้งนี้ คาดว่าอัตรากำไรจากการดำเนินงานจะลดลงในช่วง 3 ปีข้างหน้าเนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นของโครงการที่ยังไม่แล้วเสร็จอยู่ในระดับต่ำกว่าอัตรากำไรขั้นต้นของโครงการ The River และโครงการ 185 Rajadamri

อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทในช่วงปี 2554-2556 อ่อนแอกว่าบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ โดยอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ระหว่าง 70% ถึง 92% ในช่วงปี 2554-2556 และดีขึ้นเป็น 50% ณ เดือนธันวาคม 2557 และ 33% ณ เดือนมิถุนายน 2559 การส่งมอบโครงการ 185 Rajadamri ตั้งแต่ต้นปี 2557 ช่วยลดภาระหนี้ของบริษัทลง อย่างไรก็ตาม คาดว่าอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทจะเพิ่มสูงขึ้นจากการที่บริษัทต้องเริ่มซื้อที่ดินแปลงใหม่และก่อสร้างโครงการใหม่ ทั้งนี้ อัตราส่วนดังกล่าวคาดว่าจะอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 60% แม้ว่าบริษัทจะมีแผนลงทุนในโครงการที่อยู่อาศัยและโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่ามากขึ้นในช่วง 3 ปีข้างหน้าก็ตาม ทั้งนี้ สภาพคล่องของบริษัทยังเพียงพอ โดย ณ เดือนมิถุนายน 2559 บริษัทมีเงินสดในมือประมาณ 270 ล้านบาทและมีวงเงินสินเชื่อระยะยาวที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกประมาณ 2,200 ล้านบาท ในขณะที่บริษัทมีภาระหนี้สินที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้าประมาณ 1,700 ล้านบาท


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ