TISCO คาดปี 60 สินเชื่อรวมโต 15% จากปีนี้ติดลบ 7-8% หลังซื้อพอร์ตรายย่อยจาก ธ.สแตนดาร์ดฯ

ข่าวหุ้น-การเงิน Thursday December 22, 2016 13:13 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นางอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) คาดว่าสินเชื่อรวมปี 60 จะเติบโต 15% หลังจากกระบวนการซื้อขายและโอนธุรกิจลูกค้ารายย่อยของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เสร็จสิ้นในปี 60 ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ช่วยให้สินเชื่อของธนาคารเติบโตได้

แนวโน้มการเติบโตสินเชื่อรวมของธนาคารเพียงอย่างเดียว (ไม่นับรวมการซื้อธุรกิจลูกค้ารายย่อยของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด) คาดว่าจะไม่มีการขยายตัว แต่ไม่ติดลบ เพราะการเติบโตของสินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของธนาคารในปี 60 แนวโน้มยังไม่สดใส แม้ว่าในรถยนต์ในโครงการรถคันแรกจะทยอยสิ้นสดระยะถือครองไปแล้ว แต่ประชาชนส่วนใหญ่คาดว่าจะยังไม่ได้มองหาซื้อรถใหม่ และยังอยากอยู่ในภาวะปลอดหนี้ ขณะที่กำลังซื้อไม่ได้เพิ่มมากขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ค่อยดีนัก

นอกจากนี้ ธนาคารคาดว่าในปี 60 พอร์ตสินเชื่อรวมจะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 2.4 แสนล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 2 แสนล้านบาท เป็นผลมาจากการรับโอนพอร์ตสินเชื่อของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เข้ามามูลค่า 4.1 หมื่นล้านบาท โดยมีฐานลูกค้าสินเชื่อทั้งหมด 3 แสนราย ส่วนมูลค่าเงินฝากจะเข้ามาเพิ่มราว 3.6 หมื่นล้านบาท โดยมีฐานลูกค้าเงินฝาก 1 แสนราย

ทั้งนี้ ธนาคารคาดว่ากระบวนการซื้อและโอนธุรกิจลูกค้ารายย่อยของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จะเสร็จสิ้นภายในปี 60 พร้อมกับประเมินเงินที่จะต้องใช้สำหรับการซื้อดีลนี้ไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท พร้อมทั้งจะมีการทำความเข้าใจกับลูกค้าและพนักงานเพื่อไม่ให้เกิดความตกใจ ซึ่งธนาคารทิสโก้จะรับพนักงานของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เข้ามากว่า 100 คน เพราะเป็นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับพนักงานและลูกค้าเป็นสำคัญ

พร้อมกันนั้นในปี 60 ธนาคารทิสโก้จะเริ่มดำเนินงานธุรกิจบัตรเครดิตเป็นครั้งแรก โดยมีการดำเนินงานภายใต้บริษัทออล-เวยส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท โดยจะมีการรับโอนลูกค้าบัตรเครดิตของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เข้ามา 1 แสนราย ในปี 60 พร้อมกับธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จะให้ความช่วยเหลือในการดำเนินงานเป็นระยะเวลา 1 ปี พร้อมกับเปลี่ยนชื่อบัตรเครดิตเป็น "ทิสโก้ การ์ด" โดยธนาคารทิสโก้จะมีการพัฒนาระบบเพื่อรองรับการบริการลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

นางอรนุช กล่าวว่า ธนาคารมั่นใจว่าการบริการของธนาคารทิสโกิจะไม่ด้อยไปกว่าธนาคารอื่น อีกทั้งในอนาคตธนาคารยังมองหาการซื้อธุรกิจเพิ่มเติม เนื่องจากธนาคารมีเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง (BIS Ratio) สูงถึง 19% ซึ่งยังสามารถเข้าซื้อกิจการได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับผลประกอบการในปี 59 คาดว่าสินเชื่อรวมของธนาคารจะติดลบราว 7-8% หลังจาก 11 เดือนแรกติดลบไปแล้ว 6.3% ซึ่งเป็นผลมาจากสินเชื่อเช่าซื้อหดตัว ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ดี ทำให้ความต้องการสินเชื่อลดลง

ด้านสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ธนาคารคาดว่าสิ้นปีนี้จะลดลงมาที่ 2.6% จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.9% โดยจะได้รับผลบวกจากการกระบวยการฟื้นฟูกิจการของ บมจ.สหวิริยาสตีล อินดัสตรี (SSI) ซึ่งเป็นลูกหนี้รายสำคัญ ซึ่งจะทำให้ NPL ลดลงราว 0.3% และในปีหน้าธนาคารจะควบคุม NPL ให้อยู่ต่ำกว่า 3%

"การทำธุรกิจรายย่อยที่มีสัดส่วนหลักนั้นระดับของ NPL จะอยู่ที่ 2-3% เป็นปกติ แต่ก็ยังต้องระมัดระวังคุณภาพสินเชื่อ เพราะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวดี และหนี้ครัวเรือนก็ยังสูง ทำให้การขยายตัวของสินเชื่อยังคงลำบาก"นางอรนุช กล่าว

ส่วนนโยบายการจ่ายปันผลของธนาคารยังคงเดิม โดยยังอิงกับผลการดำเนินงาน คาดว่าการจ่ายเงินปันผลในปีนี้จะไม่ต่ำกว่าปี 58 อย่างแน่นอน เพราะธนาคารพยายามทำกำไรให้มีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ