BPP เผยกำไร Q3/60 เติบโต 71% จากงวดปีก่อน สะท้อนประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าดี พร้อมมองโอกาสลงทุนใหม่เพิ่มเติม

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday November 10, 2017 12:20 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายวรวุฒิ ลีนานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 3/2560 มีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ระดับ 1,177 ล้านบาท เทียบกับ 842 ล้านบาทในปีก่อนหน้า หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 ในขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 838 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 71 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าที่มีผลกำไรสุทธิ 489 ล้านบาท สะท้อนพัฒนาการและประสิทธิภาพในการผลิตและจ่ายกระแสไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเดินหน้าพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าต่างๆ ตามกลยุทธ์การแบ่งสัดส่วนระหว่างการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไปและพลังงานหมุนเวียนอย่างสมดุล เพื่อขยายกำลังการผลิตให้ได้มากกว่า 4,300 เมกะวัตต์เทียบเท่า โดยมีพลังงานหมุนเวียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ภายในปี 2568 ภายใต้นโยบายการผลิตไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Greener)

"บริษัทมีผลประกอบการที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและมั่นคง โรงไฟฟ้าหงสาและโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีสามารถเดินเครื่องผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีผลการดำเนินงานที่ดีแม้ว่าจะมีการหยุดซ่อมบำรุงตามแผน โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าหงสาที่สามารถรักษาระดับอัตราการจ่ายไฟ (Equivalent Availability Factor: EAF) ได้อยู่ที่ร้อยละ 82 ซึ่งเป็นระดับที่น่าพอใจ ในขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศจีนก็ยังสามารถสร้างรายได้ให้แก่บริษัทฯ ได้อย่างมั่นคงแม้จะเผชิญภาวะฝนตกในไตรมาสนี้ ทั้งนี้เรายังคงเดินหน้าขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าให้ได้ตามแผนกลยุทธ์ Greener โดยล่าสุด บริษัทฯ ได้สิทธิในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ยามางาตะ ไออีเดะ (Yamagata Iida) ขนาด 200 เมกะวัตต์ ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2566"นายวรวุฒิ กล่าว

นายวรวุฒิ กล่าวว่า ในไตรมาส 3/2560 บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจำนวน 978 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 91 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากโรงไฟฟ้าบีแอลซีพีจำนวน 391 ล้านบาท (รวมการขาดทุนจากการแปลงค่าเงินทางบัญชีแล้วจำนวน 73 ล้านบาท) และจากโรงไฟฟ้าหงสาจำนวน 595 ล้านบาท (รวมการขาดทุนจากการแปลงค่าเงินทางบัญชีแล้วจำนวน 284 ล้านบาท) สำหรับในประเทศจีน โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมหลวนหนาน (Luannan) เจิ้งติ้ง (Zhengding) และโจวผิง (Zouping) มีรายได้จำนวน 1,142 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มีรายได้รวมจำนวน 182 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

ปัจจุบันบ้านปู เพาเวอร์ฯ มีโครงการโรงไฟฟ้าทั้งหมด 27 โครงการ ในประเทศไทย สปป.ลาว จีน และญี่ปุ่น กำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุนรวม 2,789 เมกะวัตต์เทียบเท่า โดยมีโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date: COD) แล้ว 14 โครงการ กำลังการผลิตรวม 2,068 เมกะวัตต์-เทียบเท่า แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป 1,903 เมกะวัตต์เทียบเท่า

โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 165 เมกะวัตต์ ส่วนอีก 13 โครงการ ที่อยู่ระหว่างการพัฒนานั้นมีกำลังการผลิตรวม 721 เมกะวัตต์เทียบเท่า โดยมาจากโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (High Efficiency, Low Emissions: HELE) ในประเทศจีนจำนวน 3 โครงการ ได้แก่ โรงไฟฟ้าซานซีลู่กวงหน่วยที่ 1 และ 2 ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง รวมถึงโรงไฟฟ้าหลวนหนานระยะที่ 2 และ 3 ซึ่งมีกำหนด COD ในปี 2561 และ 2562 ตามลำดับ นอกจากนั้นจะเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่นจำนวน 10 โครงการ ซึ่งจะทยอย COD ในปี 2561-2566 ทั้งนี้นับตั้งแต่ต้นปี 2560 บ้านปู เพาเวอร์ฯ สามารถขยายสัดส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศจีนและญี่ปุ่นของบริษัทฯ มีกำลังการผลิตตามสัดส่วนการลงทุนรวมถึง 152.1 เมกะวัตต์ และ 233.3 เมกะวัตต์ตามลำดับ

“นอกจากธุรกิจในประเทศจีนและญี่ปุ่นที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและสามารถขยายกำลังการผลิตได้ตามแผน แล้ว บ้านปู เพาเวอร์ฯ ยังคงเดินหน้าแสวงหาโอกาสทางธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหลากหลายรูปแบบในกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก ที่มีศักยภาพและมีปัจจัยเกื้อหนุน ทั้งนี้สิ่งที่เราให้ความสำคัญควบคู่ไปด้วย คือการปรับตัวให้สอดคล้องกับทิศทางพลังงาน เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจไฟฟ้า เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนและผลตอบแทนที่มีคุณค่าต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย"นายวรวุฒิ กล่าว


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ