BANPU คาดปี 62 ปริมาณขายถ่ายหินเพิ่มเป็น 46-47 ล้านตัน ศึกษาลงทุนธุรกิจปลายน้ำในสหรัฐเพิ่มเติมในแผนงานปี 64-68

ข่าวหุ้น-การเงิน Thursday November 15, 2018 14:39 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บ้านปู (BANPU) เปิดเผยว่า บริษัทฯ คาดปริมาณการขายถ่านหินในปี 62 จะเติบโตเพิ่มเป็น 46-47 ล้านตัน จากปีนี้คาดทำได้ตามเป้าหมายที่ 45 ล้านตัน เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้มีการขายถ่านหินล่วงหน้าไปแล้วราว 30-40% โดยคาดว่าสิ้นปีนี้จะทำได้เพิ่มขึ้นเป็น 50%

ขณะที่มองทิศทางราคาถ่านหินในปีหน้าจะมีเสถียรภาพมากขึ้น จากความต้องการใช้ถ่านหินที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศอินเดียและจีน ทำให้ในปีหน้าจะมีความสมดุลระหว่างดีมานด์และซัพพลายมากขึ้น โดยบริษัทมองกรอบราคาถ่านหินไว้ที่ 98-108 เหรียญ/ตัน จากปีนี้ที่คาดเฉลี่ยอยู่ที่ 103 เหรียญฯ/ตัน

อย่างไรก็ตาม บริษัทอยู่ระหว่างทำแผนการดำเนินงานในปี 62 คาดว่าจะนำเสนอต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่ออนุมัติแผนดังกล่าวได้ในช่วงเดือนธ.ค.นี้ และจะสามารถเปิดเผยได้ในช่วงเดือนก.พ.62

สำหรับผลการดำเนินงานในปีนี้ บริษัทยังคงเป้าหมายรายได้เติบโต 20% มาอยู่ที่ 3.2 พันล้านเหรียญฯ เป็นไปตามปริมาณการขายถ่านหินที่เพิ่มขึ้นเป็น 45 ล้านตัน จากปีก่อนที่ทำได้ 42 ล้านตัน แบ่งเป็น ปริมาณการขายจากเหมืองในออสเตรเลีย จำนวน 14.10 ล้านตัน, เหมืองในอินโดนีเซีย 26 ล้านตัน และเหมืองในจีน จำนวน 4.70 ล้านตัน ประกอบกับราคาเชื้อเพลิงชนิดอื่น คือ ก๊าซธรรมชาติยังปรับตัวสูง 4.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู จาก 10 เดือน ที่ผ่านมาเคลื่อนไหวที่ระดับ 2.8-3.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู

ส่วนผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/61 คาดว่าจะทำได้ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากไตรมาส 3/61 มีปริมาณการขายถ่านหินที่ค่อนข้างสูง หรือประมาณ 11.83 ล้านตัน ทำให้ 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทฯ สามารถทำปริมาณการขายถ่านหินได้แล้วราว 33 ล้านตัน ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณการขายถ่านหินทั้งปีเป็นไปตามเป้าหมายได้

นางสมฤดี กล่าวอีกว่า บริษัทอยู่ระหว่างทำแผนงานในช่วง 5 ปี (64-68) ต่อเนื่องฉบับใหม่ โดยจะมุ่งเน้นดำเนินธุรกิจไปสู่พลังงานสะอาด โดยตั้งเป้าในปี 68 บริษัทจะมีสัดส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย,ภาษี,ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ที่มาจากธุรกิจถ่านหินลดลงเหลือ 44% จากปัจจุบันอยู่ที่ 60% ส่วนที่เหลือจะมาจากธุรกิจอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม แผนงานดังกล่าวจะครอบคลุมปัจจัยที่องค์กรทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ที่มีมติให้จำกัดกำมะถันในน้ำมันเตาของเรือขนส่ง ให้ไม่เกิน 0.5% จากปัจจุบัน 3.5% โดยจะมีผลในปี 63 ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งบริษัทมีแผนนำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ในเหมืองเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลด้วย

นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาลงทุนในธุรกิจปลายน้ำในประเทศสหรัฐฯ เพิ่มเติม โดยจะรวมอยู่ในแผนงานปี 64-68 โดยการลงทุนจะมีความเป็นไปได้ทุกรูปแบบ


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ