ข่าวอินโฟเควสท์
15:13 TREIT เสนอขายหุ้นกู้ 1.9 พันลบ.อายุ 2,3,10 ปี ดอกเบี้ย 2.78-4.19% ให้รายใหญ่จอง 17-18 ธ.ค.   ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่…
15:08 ทำเนียบขาวขู่ชัตดาวน์แน่ หากสภาคองเกรสไม่ผ่านงบประมาณสร้างกำแพงชายแดน   นายสตีเฟน มิลเลอร์ ที่ปรึกษาอาวุโสประจำทำเนียบขาว ได้เรียกร้องให้สภาคอง…
14:49 ภาวะตลาดหุ้นเกาหลีใต้: หุ้นโซลปิดบวก 1.71 จุด จากแรงซื้อเก็งกำไร   ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนเ…
14:48 BCP ออกหุ้นกู้ 7 พันลบ.อายุ 10 ปี ดอกเบี้ย 4.04% ขายให้รายใหญ่ 17-19 ธ.ค.   บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลต่อสำนักงาน…

MVP คาดฟ้องแย้งช็อปปิ้งออนไลน์ชื่อดัง ธ.ค.นี้ผิดสัญญารับมอบโทรมือถือกว่า 1 หมื่นเครื่อง, ระบุแนวโน้มสูงทั้งปีไม่ขาดทุน

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- ศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2561 10:14:48 น.

นายโอภาส เฉิดพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอ็ม วิชั่น (MVP) เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานและความเสียหายเพื่อยื่นฟ้องแย้งกับช็อปปิ้งออนไลน์ชื่อดังในราวเดือน ธ.ค.นี้ หลังจากผิดสัญญาการรับมอบสินค้าโทรศัพท์มือถือรุ่นพิเศษเป็นจำนวนกว่า 1 หมื่นเครื่อง ทำให้บริษัทต้องบันทึกการปรับลดมูลค่าราคาทุนของสินค้าคงเหลือ 68.30 ล้านบาทในไตรมาส 3/61 เป็นเหตุให้บริษัทมีผลขาดทุน

ทั้งนี้ MVP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/61 โดยบริษัทมีรายได้รวม 168.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 79.94 ล้านบาท หรือเติบโต 90.33% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีผลขาดทุน 54.63 ล้านบาทจากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 5.64 ล้านบาท และช่วง 9 เดือนแรกของปี 61 มีรายได้รวม 341.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 100.84 ล้านบาท หรือเติบโต  41.88% ขาดทุน 31.85 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 26.71 ล้านบาท

ณ วันที่ 30 ก.ย.61 บริษัทมียอดสินค้าคงเหลือของโทรศัพท์มือถือสำหรับโครงการพิเศษเป็นจำนวน 77.4 ล้านบาท ซึ่งสินค้าโทรศัพท์มือถือในสถานการณ์ปัจจุบันมีการแข่งขันที่สูง และราคาได้ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บริษัทต้องบันทึกค่าเผื่อการปรับลดมูลค่าสินค้าเพื่อให้สอดคล้องกับราคาที่คาดว่าจะขายได้ของโทรศัพท์มือถือพิเศษดังกล่าว

นายโอภาส กล่าวว่า บริษัททำสัญญากับคู่ค้าที่เป็นช็อปปิ้งออนไลน์ชื่อดังที่จะส่งมอบโทรศัพท์มือถือรุ่นพิเศษที่มี BNK48 เป็นพรีเซ็นเตอร์จำนวน 1.88 หมื่นเครื่อง คิดเป็นมูลค่าราว 250 ล้านบาทให้จำหน่ายบนหน้าเว็บไซต์ที่เพิ่งเปิดตัว โดยได้ส่งมอบสินค้าในเล็อตแรกประมาณ 1.9 พันเครื่อง และได้รับการชำระเงินมาแล้ว แต่ปรากฎว่าคู่ค้าปฏิเสธที่จะรับสินค้าในล็อตที่เหลือทั้งหมด อ้างว่าไม่สามารถขายสินค้าล็อตแรกได้ตามเป้าหมาย และพยายามเจรจาต่อรองให้บริษัทรับผลตอบแทนบางส่วนราว 4-5 ล้านบาทแทน ซึ่งบริษัทปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวและยืนยันที่จะส่งมอบสินค้าตามสัญญา

หลังจากนั้น คู่ค้าได้ยื่นฟ้องขอยกเลิกสัญญากับบริษัทโดยอ้างว่าบริษัทไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกันในทำการประชาสัมพันธ์สินค้ามากเท่าที่ควร ทำให้ยอดขายทำได้ไม่ดี และตามสัญญาหากสินค้าขายไม่ได้ตามที่ตกลงไว้ MVP เรียกค่าเสียหายจำนวน 9.20 ล้านบาท

"เราเป็นบริษัทจดทะเบียนคงจะยอมไปเจรจาผ่อนผันแบบนั้นไม่ได้ แต่เราก็ยอมรับว่าเราพลาด เพราะเขาเป็นธุรกิจใหญ่ที่มีชื่อเสียงและมีความน่าเชื่อถือก็เลยไม่ได้ขอเงินมัดจำไว้ ที่เหลือก็คงต้องให้ศาลเป็นผู้พิจารณา คดีนี้คงใช้เวลาอย่างช้าสุดราว ๆ 1 ปี ก็คงมีการเจรจาไกล่เกลี่ยตามขั้นตอนปกติ ซึ่งเราก็ไม่ได้ปิดโอกาสที่จะเจรจาหากได้เงื่อนไขที่ดี"นายโอภาส กล่าว

นายโอภาส กล่าวว่า บริษัทจึงตัดสินใจที่จะต่อสู้คดีด้วยการฟ้องแย้ง เพื่อเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด เนื่องจากบริษัทมั่นใจว่าคู่ค้าเป็นผู้ผิดสัญญาที่ไม่รับมอบสินค้าทั้งหมด ซึ่งการอ้างว่าบริษัทโปรโมทสินค้าไม่ดีคงเร็วเกินไป เพราะเพิ่งรับมอบสินค้าในล็อตแรกเท่านั้น แม้ว่าตามสัญญาบริษัทจะต้องร่วมรับผิดชอบสินค้าทั้งหมดหากมีเหลือจากการจำหน่าย แต่คู่ค้าก็ยังไม่ได้ขายสินค้าให้ครบระยะเวลาตามที่ระบุไว้ในสัญญา ซึ่งหากมีสินค้าเหลือจำหน่ายจริงบริษัทก็เชื่อว่าจะสามารถร่วมมือกันระบายออกไปได้แน่นอน

ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบริษัทจากตัวสินค้า คาดว่าจะไม่เกินมูลค่าที่ประเมินไว้ราว 70 ล้านบาท แต่ยังไม่รวมค่าเสียโอกาสทางธุรกิจและอื่น ๆ ขณะที่ตัวสินค้าที่เหลือนั้น ขณะนี้บริษัทเจรจากับคู่ค้ารายอื่นและพันธมิตรทางธุรกิจในวงการสื่อสารโทรคมนาคม เพื่อนำไปช่วยจำหน่ายด้วยการทำโปรโมชั่นในรูปแบบต่าง ๆ จึงเชื่อว่าน่าจะขายได้ทั้งหมด แต่ก็คงจะต้องจำหน่ายในราคาต่ำเพื่อเร่งการขายและทำให้ความเสียหายต่อบริษัทลดลง โดยจะมีการบันทึกกลับรายการดังกล่าวในช่วงต่อไป

นายโอภาส กล่าวอีกว่า สำหรับผลกระทบต่อภาพรวมผลประกอบการทั้งปี 61 ไม่น่าจะมีมากนัก โดยมีแนวโน้มสูงมากที่จะไม่ขาดทุน เพราะที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้จากการจัดงาน Thailand Mobile Expo ครั้งที่ 3/61 สูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งกิจการ โดยมีรายได้อยู่ที่ 42 ล้านบาท และยังมียอดผู้เข้าชมงานเพิ่มขึ้น 10% มียอดเงินสะพัดในงานกว่า 2,000 ล้านบาท

ขณะที่ช่วงที่เหลือของปีนี้ผลประกอบการในส่วนของธุรกิจหลักยังเติบโตได้ดี โดยจะเห็นได้จากการรถบ้านที่ยังเต็มอย่างต่อเนื่อง เพราะการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นช่วงไฮซีซั่น และบริษัทยังได้รับการติดต่อเข้ามาจากหลายจังหวัด หลังจากในปัจจุบันได้มีการขยายการให้บริการรถบ้านไปในสวนผลไม้  เช่น สวนละไม จังหวัดระยอง ที่ได้นำรถบ้านไปให้บริการจำนวน 15 คัน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี และยอดจองเต็มทุกวัน โดยสถานที่ดังกล่าวยังมีอัตราการท่องเที่ยวซ้ำอยู่ที่ระดับ 30%

นอกจากนั้น บริษัทยังเริ่มนำรถบ้านไปให้บริการตามอุทยานแห่งชาติในจังหวัดเมืองรองที่เป็น unseen 4 แห่ง และยังเริ่มทดลองนำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงที่ใช้เงินลงทุนไม่มากนักมาให้บริการเช่าใช้เพื่อการท่องเที่ยวด้วย ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีเช่นกัน

ส่วนธุรกิจมือถือ ซึ่งได้จับฉลากพื้นที่งาน Thailand Mobile Expo ที่จะจัดครั้งต่อไปที่ ไบเทคบางนา ก็ยังมีกระแสตอบรับที่ดี โดยผู้เช่าส่วนใหญjขอเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เนื่องจากเดิมพื้นที่ของศูนย์ประชุมสิริกิติ์มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจของ MVP ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นายโอภาส ยังกล่าวถึงราคาหุ้น MVP ที่ปรับลดลงมาแรงเมื่อวานนี้ว่า ราคาหุ้นตอบรับปัจจัยลบจากข้อพิพาทกับคู่ค้า ซึ่งบริษัทไม่มีแผนจะซื้อหุ้นคืน แต่ตนเองและภรรยาได้ใช้เงินส่วนตัวเข้าไปซื้อหุ้น MVP ตั้งแต่เมื่อวานนี้และพร้อมจะซื้อเพิ่มอีก เพราะมั่นใจในอนาคตธุรกิจของบริษัทที่ยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง