ASP รับรายได้ปีนี้หลุดเป้าโต 15% เหลือใกล้เคียงปีก่อน หลังธุรกิจนายหน้าฯแข่งขันสูง, บุ๊คกำไรพิเศษใน Q4 หนุนกำไร

ข่าวหุ้น-การเงิน 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 14:50 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายพิทเยนท์ อัศวนิก กรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บมจ.เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (ASP) กล่าวว่า บริษัทฯ ยอมรับรายได้ปีนี้จะทำได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่คาดว่าจะเติบโต 15% จากปีที่แล้ว มาเป็นทำได้ใกล้เคียงกับระดับ 2.55 พันล้านบาทในปีก่อน เนื่องจากธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์มีการแข่งขันสูง จากการปรับลดค่าธรรมเนียมลง แต่บริษัทไม่ได้ลงไปแข่งขันด้านราคา จะเห็นได้จากค่าธรรมเนียมปัจจุบันอยู่ที่ 0.147% สูงกว่าอุตสาหกรรมที่อยู่ที่ 0.0958% ทำให้รายได้จากค่าธรรมเนียมปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ประกอบกับยังได้รับผลกระทบจากการที่อุตสาหกรรมมีการใช้ Robot Trading เพื่อช่วยในการซื้อขายหลักทรัพย์มากขึ้น ทำให้มาร์เก็ตแชร์ของบริษัทปรับตัวลง โดยปัจจุบันปรับตัวลงมาอยู่ในอันดับที่ 19

อีกทั้งมองภาวะตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 4/61 ยังคงมีแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของสงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯและจีน โดยตลาดยังติดตามการหารือของผู้นำทั้งสองประเทศในนอกรอบการประชุม G20 วันที่ 30 พ.ย.-1 ธ.ค.นี้ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าสหรัฐฯ จะไม่ยอมถอยในประเด็นการค้า ส่งผลทำให้ปัจจัยดังกล่าวน่าจะยังคงกดดันตลาดหุ้นไทย รวมถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจไปจนถึงปีหน้า

ทั้งนี้ คาดดัชนีหุ้นไทยปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 1,620-1,630 จุด และมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท/วัน ส่วนปีหน้าคาดดัชนีจะอยู่ที่ 1,790 จุด และมีมูลค่าการซื้อขายใกล้เคียงกับปีนี้ โดยมีปัจจัยสนับสนุน คือ การเลือกตั้งในปี 62 และการดำเนินมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศของภาครัฐ

นายพิทเยนท์ คาดว่ากำไรสุทธิของบริษัทในปีนี้น่าจะทำได้ใกล้เคียงกับระดับ 741.57 ล้านบาทในปีก่อน แม้ในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ จะทำกำไรสุทธิได้เพียง 408.03 ล้านบาทก็ตาม แต่ในไตรมาส 4/61 คาดว่าจะมีการบันทึกกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพต่างประเทศเข้ามา จำนวน 100 ล้านบาท ซึ่งน่าจะทำให้มีโอกาสที่กำไรสุทธิจะทำได้ใกล้เคียงปีก่อน

สำหรับธุรกิจวาณิชธนกิจ ปัจจุบันบริษัทมีงานในมือทั้งสิ้น 56 ดีล แบ่งเป็น ดีลเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 27 ดีล และงานที่ปรึกษาทางการเงิน จำนวน 29 ดีล โดยที่ผ่านมาบริษัทได้ยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ไปแล้ว 3 บริษัท และในปีหน้าคาดจะดำเนินการยื่นไฟลิ่งเพิ่มเติมอีกจำนวน 2-3 บริษัท

"เรายอมรับว่ารายได้ปีนี้น่าจะทำได้ไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้ จากได้รับผลกระทบการแข่งขันค่าธรรมเนียมที่ปรับตัวลดลง ซึ่งเรายืนยันมาตลอดว่าเราจะไม่ปรับค่าธรรมเนียมลง แต่เราจะไปเน้นในเรื่องของการบริการแทน"

นอกจากนี้ธุรกิจการลงทุน บริษัทก็อยู่ระหว่างมองหาโอกาสเข้าลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพอย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) อยู่ที่ 30% ซึ่งปัจจุบันก็มีการเจรจาเพื่อเข้าซื้อธุรกิจสตาร์ทอัพในประเทศอิสราเอล เพิ่มเติมอีก 1 บริษัท อย่างไรก็ตามปัจจุบันบริษัทมีการลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพแล้วจำนวน 10 บริษัท


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ