ทริสฯ คงเครดิตองค์กร-หุ้นกู้ ของ THAI ที่ "A" แนวโน้ม "Stable"

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday January 14, 2019 15:51 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บมจ.การบินไทย (THAI) ที่ระดับ "A" โดยอันดับเครดิตได้รับการปรับเพิ่มขึ้นจากอันดับเครดิตเฉพาะของบริษัท ซึ่งสะท้อนถึงความคาดหวังถึงความเป็นไปได้อย่างมากที่บริษัทจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในฐานะที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ อันดับเครดิตเฉพาะของบริษัทสะท้อนถึงสถานะความเป็นผู้นำของบริษัทในธุรกิจการบินระหว่างประเทศในเส้นทางการบินของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตมีข้อจำกัดจากการที่บริษัทมีภาระหนี้เพิ่มสูงขึ้น ตามแผนการจัดหาเครื่องบินและต้นทุนในการดำเนินงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูง รวมถึงความผันผวนของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และความเสี่ยงจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความต้องการเดินทางทางอากาศด้วย

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต

อันดับเครดิตได้รับการสนับสนุนจากการเป็นรัฐวิสาหกิจ

ปัจจัยหลักที่สนับสนุนอันดับเครดิตของบริษัทการบินไทย คือการมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจโดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วน 51% ทริสเรทติ้งเชื่อว่ามีความเป็นไปได้อย่างมากที่รัฐบาลจะยังคงในการสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทได้อย่างทันการณ์เมื่อบริษัทต้องการความช่วยเหลือ บริษัทมีสถานะเป็นสายการบินแห่งชาติ ซึ่งให้บริการเส้นทางการบินทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยใช้กรุงเทพมหานครเป็นฐานการบินหลัก โดยงบประมาณและแผนการลงทุนของบริษัท ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี

คาดว่าอัตราการทำกำไรจะปรับตัวดีขึ้น

ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานของบริษัท จะปรับตัวดีขึ้นในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลง ทริสเรทติ้งคาดการณ์ว่า ราคาเฉลี่ยของน้ำมันเครื่องบินจะอยู่ที่ 85 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาเรลเมื่อเทียบกับระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาเรลในปี 2561 ตามสมมติฐานดังกล่าว ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทจะฟื้นตัวอยู่ในระดับ 18% ถึง 19% ในช่วงปี 2562-2564

ในปี 2561 การเพิ่มสูงขึ้นของต้นทุนเชื้อเพลิงและต้นทุนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิง เป็นปัจจัยหลักที่กดดันอัตราการทำกำไรของบริษัท โดยอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทปรับตัวลดลงเป็น 14.9% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2561 จาก 18.4% ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาเนื่องจากต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 18% โดยราคาเฉลี่ยของน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้นจาก 76 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาเรลในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2560 เป็น 90 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาเรลในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2561 นอกจากนี้ บริษัทยังไม่สามารถปรับลดต้นทุนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงได้ตามแผน โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2561 ต้นทุนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงต่อที่นั่ง-กิโลเมตร (กม.) อยู่ที่ 1.38 บาท เทียบกับ 1.37 บาทต่อที่นั่ง-กม. ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

การแข่งขันที่รุนแรงจำกัดรายได้ค่าโดยสารต่อผู้โดยสารต่อกิโลเมตร

ทริสเรทติ้งคาดว่า การแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมการบินจะยังคงอยู่ต่อไป ซึ่งจะขัดขวางความสามารถของบริษัทในการปรับปรุงรายได้ค่าโดยสารต่อผู้โดยสารต่อกิโลเมตร (Passenger Yield) จากระดับปัจจุบัน โดยการแข่งขันที่รุนแรงระหว่างสายการบินทั้งสายการบินเต็มรูปแบบและสายการบินต้นทุนต่ำจะยังคงมีอยู่ต่อไป ซึ่งจะจำกัดความสามารถของบริษัทในการเพิ่มราคาตั๋วค่าโดยสาร แม้ว่าบริษัทจะสามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิงในบางเส้นทางได้เมื่อราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น โดยรายได้ค่าโดยสารต่อผู้โดยสารต่อกิโลเมตรของบริษัทยังคงอยู่ที่ 2.20 บาทต่อผู้โดยสารต่อกิโลเมตรในปี 2560 ถึงช่วง 9 เดือนแรกของปี 2561

การเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยวช่วยสนับสนุนอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร

ทริสเรทติ้งคาดว่า อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสารจะอยู่ระหว่าง 75%-80% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยทริสเรตติ้งเชื่อว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และจะช่วยสนับสนุนอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2561 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยยังเพิ่มขึ้น 9.2% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาเป็น 28.54 ล้านคน ทั้งนี้ หากอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสารยังคงอยู่ระหว่าง 75%-80% และรายได้ค่าโดยสารต่อผู้โดยสารต่อกิโลเมตรคงที่จะส่งผลให้รายได้ของบริษัทอยู่ระหว่าง 204,000 ล้านบาท ถึง 210,000 ล้านบาท ในช่วงปี 2562-2564

ภาระหนี้จะสูงขึ้นตามแผนการลงทุน

ทริสเรทติ้งคาดว่า ภาระหนี้ของบริษัทจะเพิ่มขึ้นในช่วง 3 ปีข้างหน้า จากแผนการของบริษัทที่จะจัดหาเครื่องบินจำนวนขั้นต่ำ 25 ลำในช่วงปี 2562-2567 ทริสเรทติ้งคาดว่าหนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้วจะเพิ่มขึ้นเป็น 223,000 ล้านบาทในปี 2564 จาก 219,000 ล้านบาทในปี 2562 แม้ว่าภาระหนี้จะเพิ่มขึ้น ทริสเรทติ้งคาดว่ากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายอยู่ที่ระดับประมาณ 40,000 ล้านบาทในปี 2564 เมื่อเทียบกับระดับ 36,100 ล้านบาทในปี 2560 ดังนั้น อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายจะค่อย ๆ ปรับลดลงจากระดับ 6.5 เท่าในปี 2560 เป็น 5.5 เท่าในปี 2564 ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนจะเพิ่มขึ้นจาก 88% ในปี 2560 เป็นประมาณ 90% ในปี 2564 และอัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 3.5 เท่า

สภาพคล่องอยู่ในระดับที่เพียงพอ

ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะยังคงรักษาแหล่งเงินสำรองที่เพียงพอสำหรับการชำระหนี้และเพื่อใช้รองรับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงต่าง ๆ ในอนาคต โดยแหล่งเงินทุนของบริษัทประกอบด้วยเงินสดจำนวน 13,027 ล้านบาท และวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้อีกจำนวน 23,580 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนกันยายน 2561 ทั้งนี้ คาดว่าบริษัทจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานอยู่ระหว่าง 22,000 ล้านบาทต่อปีซึ่งจะเพียงพอต่อแผนการใช้จ่ายของบริษัท ทั้งนี้ ในช่วง 12 เดือนข้างหน้าบริษัทมีภาระที่จะต้องชำระคืนเงินกู้จำนวน 20,775 ล้านบาท รวมถึงมีงบลงทุนอีกประมาณ 7,825 ล้านบาทในปี 2562

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน

สมมติฐานพื้นฐานและการคาดการณ์สำหรับปี 2562-2564 มีดังนี้

รายได้ประจำปีเติบโตประมาณ 2%

อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสารจะอยู่ระหว่าง 75%-80%

รายได้ค่าโดยสารต่อผู้โดยสารต่อกิโลเมตรอยู่ที่ 2.20 บาทต่อผู้โดยสารต่อกิโลเมตร

อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานอยู่ในระดับ 18% ถึง 19%

ราคาเฉลี่ยของน้ำมันเครื่องบินจะอยู่ที่ 85 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต "Stable" หรือ "คงที่" สะท้อนถึงความคาดหมายว่าผลการดำเนินงานของบริษัทการบินไทยจะเป็นไปตามที่ได้ประมาณการไว้และยังคงสถานะการเป็นรัฐวิสาหกิจ

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

อันดับเครดิตอาจได้รับการปรับลดลงหากอัตราการทำกำไรอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ และไม่มีการปรับลดภาระหนี้จำนวนมาก หรือหากทริสเรทติ้งเชื่อว่าระดับการสนับสนุนจากรัฐบาลจะลดลง อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทการบินไทยจะยังไม่มีการปรับเพิ่มขึ้นในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตอาจปรับเพิ่มขึ้นได้ หากผลการดำเนินงานของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรืออัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่ำกว่า 5 เท่าอย่างต่อเนื่อง


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ