ข่าวอินโฟเควสท์
01:46 "ทรัมป์"เปิดศึกดรามา หลังแข้งสาวสหรัฐลั่นไม่ไปทำเนียบขาว   ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เปิดศึกวิวาทะกับเมแกน ราปิโน กองหน้าทีมแข้งสาวสหรัฐ โดยผู้…
00:56 ผู้นำสูงสุดอิหร่านเมินข้อเสนอเจรจา"ทรัมป์"   อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมนี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ปฏิเสธข้อเสนอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในการเจรจ…
00:44 เจ้าหน้าที่รัสเซียวิสามัญฯสมาชิก IS ขณะมีแผนก่อเหตุโจมตี   สำนักงานความมั่นคงรัฐบาลกลางรัสเซีย (FSB) เปิดเผยว่า FSB สามารถสังหารผู้ต้องสงสัยราย…
00:28 สื่อเผยบาดเจ็บสาหัส 4 ราย หลังเกิดเหตุระเบิดใจกลางกรุงเวียนนา   สื่อรายงานว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 4 ราย หลังเกิดเหตุระเบิดใจกลางกรุงเวียนนา…
00:13 ญี่ปุ่นคุมเข้มประชุม G20 ห้ามใช้ถังขยะ,ตู้ล็อคเกอร์ หวั่นเป็นเครื่องมือก่อการร้าย   เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นเพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยในนค…

TMB แจงปันผลต่ำกว่าคาดเพื่อเสริมความแข็งแกร่งตามแผนควบรวม TBANK ยันสิทธิผถห.รายย่อยได้ราคาหุ้นเพิ่มทุนเท่าเทียมรายใหญ่

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พุธที่ 17 เมษายน 2562 09:41:19 น.

นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง และประธานกรรมการ ธนาคารทหารไทย (TMB) กล่าวว่า ธนาคารจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 61 ให้กับผู้ถือหุ้นในสัดส่วน 35% ของกำไรสุทธิ หรือคิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 0.07 บาท/หุ้น เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนที่จ่ายอัตรา 0.06 บาท/หุ้น ซึ่งผู้ถือหุ้นบางส่วนมองว่าไม่สอดคล้องกับกำไรสุทธิในปี 61 ที่เพิ่มขึ้นมาแตะระดับ 1 หมื่นล้านบาทนั้น ธนาคารยืนยันว่าเป็นอัตราที่เหมาะสม เนื่องจากธนาคารได้นำกำไรส่วนที่เหลือจากการจ่ายปันผลไปเสริมความแข็งแกร่งพิ่มขึ้น

ประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในเงื่อนไขของ TMB ในการควบรวมกับธนาคารธนชาต (TBANK) โดยการที่ TMB มีความแข็งแกร่งมากขึ้นแสดงถึงขนาดของธนาคารที่ใหญ่กว่าธนาคารที่จะมาควบรวม ซึ่งจะส่งผลถึงการต่อรองราคาเสนอขายหุ้นให้กับ TBANK ด้วย และทำให้ TMB มีความได้เปรียบ อีกทั้งจะส่งผลดีต่อกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของ TMB ที่มีต้นทุนการเช้าซื้อหุ้นและเข้ามาแก้ปัญหาในปี 40 ในราคาที่แพงที่ 3.80 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาหุ้น TMB ในปัจจุบัน

สำหรับผู้ถือหุ้นใหญ่อีกหนึ่งรายของ TMB คือ กลุ่ม ING ในด้านความเห็นของการควบรวมกับ TBANK นั้น กลุ่ม ING มีความยินดีที่จะร่วมเดินหน้าแผนการควบรวมของ TMB และ TBANK ในครั้งนี้

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TMB เปิดเผยว่า การควบรวมระหว่าง TMB และ TBANK ในปัจจุบันยังอยู่ระหว่างขั้นตอนกระบวนการเข้าตรวจสอบสถานะการเงิน (Due Diligence)

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นจะยังคงเป็นไปตามหลักการที่ได้ตกลงกันไว้ โดย TMB จะเข้าถือหุ้น 100% ใน TBANK ภายหลัง TBANK ปรับลดขนาดสินทรัพย์ลงเหลือ 1.3-1.4 แสนล้านบาท โดยการขายธุรกิบที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจธนาคารพาณิชย์ออกไป และ TMB จะเป็นฝ่ายดำเนินการจัดหาเงินทุน มูลค่าราว 1.3-1.4 แสนล้านบาท ซึ่ง 30% จะมาจากเงินสภาพคล่องของ TMB และการออกตราสารหนี้ ส่วนอีก 70% หรือคิดเป็นมูลค่าเงินทุน 9 หมื่นล้านบาท จะแบ่งเป็นเงินของ บมจ.ทุนธนชาต (TCAP) และกลุ่มโนวาสโกเทียจะใส่เข้ามา มูลค่ารวม 5 หมื่นล้านบาท

ส่วนอีก 4 หมื่นล้านบาท จะแบ่งเป็นเงินที่มาจากผู้ถือหุ้นใหญ่ของ TMB ทั้งกระทรวงการคลัง และ ING ราวกว่า 2 หมื่นล้านบาท ขณะที่อีกกว่า 1 หมื่นล้านบาทจะเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นรายย่อยและนักลงทุนสถาบัน โดยที่ธนาคารยืนยันว่าสิทธิเรื่องราคาเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับผู้ถือหุ้นรายย่อยจะเท่าเทียมกับผู้ถือหุ้นใหญ่และกลุ่มทุนธนชาต

สำหรับสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นใหญ่หลังการควบรวมแล้วเสร็จ ในเบื้องต้นกลุ่ม ING และ TCAP จะมีสัดส่วนการถือหุ้นในแต่ละรายราว 20% ภายหลังการควบรวม และคาดว่ากระทรวงการคลังจะยังคงสถานะการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ต่อไปเช่นกัน ส่วนความชัดเจนของการสรุปดีลดังกล่าวยังคงต้องรอการศึกษาแล้วเสร็จ ซึ่งยังไม่สามารถบอกระยะเวลาที่แน่ชัดได้ในตอนนี้

นายปิติ กล่าวว่า การควบรวมกับ TBANK นั้น TMB จะได้รับประโยชน์จากจุดแข็งของ TBANK ที่มีการปล่อยสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทนที่สูง โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งการปล่อยสินเชื่อและมีการติดตามหนี้ที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้ง TBANK มีความเชี่ยวชาญในด้านการสร้างสินทรัพย์ที่ดี ทำให้ธนาคารได้รับประโยชน์ในส่วนนี้

ในขณะที่จุดแข็งของ TMB นั้นเป็นด้านต้นทุนเงินฝากที่ถืออยู่ในระดับต่ำ และมีความเชี่ยวชาญในการการระดมเงินฝาก การขายกองทุนรวมและประกันผ่านสาขาของธนาคาร รวมไปถึงมีความเชี่ยวชาญในการปล่อยสินเชื่อที่มีความเสี่ยงต่ำ โดยเฉพาะสินเชื่อบ้าน ซึ่งเป็นการจับคู่ควบรวมกันที่มีความเหมาะสมจากการผสานประโยชน์ที่ได้ประโยชน์ซึ่งกันและกันทั้ง 2 ธนาคาร

ส่วนกรณี FWD ซึ่งเป็นพันธมิตรบริษัทประกันชีวิตของธนาคารได้เจรจาซื้อ SCB Life ของธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) นายปิตติ กล่าวว่า ธนาคารยืนยันว่าไม่ได้รับผลกระทบใดๆจากประเด็นดังกล่าว โดยที่ธนาคารไม่ต้องคืนเงินที่ทำสัญญาการเป็นตัวแทนขายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตของ FWD ผ่านช่องทางสาขาของธนาคาร เป็นระยะเวลา 15 ปี เริ่มตั้งแต่ 1 ม.ค. 60 เป็นจำนวนเงิน 2 หมื่นล้านบาท เนื่องจากธนาคารไม่ได้ทำผิดสัญญาใดๆกับทาง FWD

โดยที่ในสัญญาดังกล่าวธนาคารสามารถเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตของบริษัทประกันอื่นได้หาก FWD ไม่สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่ตรงกับความต้องการขายของธนาคารได้ แต่มีเพียงกรณีเดียวที่ธนาคารจะต้องคืนเงินบางส่วนตามค่าเสื่อมให้กับ FWD  คือ หากคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปลี่ยนกฏห้ามให้ธนาคารพาณิชย์ขายประกันอีกต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารจะต้องคืนเงินที่ได้รับมาให้กับ FWD แต่เป็นการคืนเงินแค่บางส่วนตามค่าเสื่อมที่เกิดขึ้น ดังนั้น ในกรณีที่ FWD จะร่วมกับ SCB ธนาคารไม่ได้รับผลกระทบ และธนาคารสามารถเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตให้กับเจ้าอื่นได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง