(เพิ่มเติม) TSE คาดรายได้-กำไรปีนี้โตกว่าปีก่อน พร้อมเจรจาซื้อ 5 โครงการใหม่รวม 20 MW สรุปในครึ่งปีแรก,เล็งขาย"โซลาร์เทอร์มอล"

ข่าวหุ้น-การเงิน 22 เมษายน พ.ศ. 2562 15:06 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

บมจ.ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ (TSE) คาดว่ารายได้และกำไรในปีนี้จะเติบโตขึ้นจากปีก่อน ตามการรับรู้โรงไฟฟ้าที่เริ่มจ่ายไฟในเชิงพาณิชย์ (COD) ตั้งแต่ปีที่แล้วเต็มที่ตลอดทั้งปีนี้ และยังมีกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่อีก 18.5 เมกะวัตต์ที่จะเริ่ม COD ในปีนี้ ขณะที่บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อกิจการโรงไฟ้ฟาพลังแสงอาทิตย์ (โซลาร์ฟาร์ม) และโรงไฟฟ้าชีวภาพ (ไบโอแมส) จำนวน 5 โครงการ กำลังผลิตรวมราว 20 เมกะวัตต์ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในครึ่งแรกของปีนี้

นอกจากนั้น บริษัทยังตั้งเป้าการขยายธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนในประเทศไต้หวัน โดยจะมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ในมือให้เป็น 50-100 เมกะวัตต์ภายใน 1-3 ปีนับจากปีนี้ ขณะที่มีแผนจะขายโครงการโซลาร์เทอร์มอลขนาดกำลังผลิตราว 4.5 เมกะวัตต์ออกไป เนื่องจากประสบปัญหาในด้านเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะกับประเทศไทย คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปีนี้

น.ส.แคทลีน มาลีนนท์ ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TSE เปิดเผยว่า บริษัทฯคาดรายได้ และกำไรสุทธิปีนี้จะสูงกว่าปีก่อนที่มีรายได้ 1,327.75 ล้านบาทและกำไรสุทธิ 173.95 ล้านบาท โดยเป็นผลมาจากสามารถรับรู้รายได้ของโครงการบางสวรรค์ กำลังการผลิต 4.6 เมกะวัตต์ และโครงการ JYOSO ในประเทศญี่ปุ่นเข้ามาเต็มปี

ขณะเดียวกัน บริษัทสามารถรับรู้รายได้จากโครงการใหม่เพิ่มอีก 2 โครงการ กำลังการผลิต 18.5 เมกะวัตต์ จากปีก่อนที่มีกำลังการผลิตรวม 131.94 เมกะวัตต์ คือ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Hanamizuki ในประเทศญี่ปุ่น ขนาดกำลังการผลิตเสนอขาย 13.50 เมกะวัตต์ และส่วนที่เหลือเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย

นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเข้าซื้อกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนทั้งโครงการโรงไฟฟ้าไบโอแมส และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อีก 5 โครงการ กำลังการผลิตรวมราว 20 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในครึ่งปีแรกนี้

โดยในปีนี้บริษัทวางงบลงทุนไว้ราว 1,000 ล้านบาท เพื่อที่จะใช้ในการลงทุนโครงการต่อเนื่อง ซึ่งโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มประเภทติดตั้งบนพื้นดินขนาด 154.98 เมกะวัตต์ ณ เมืองโอนิโกเบ จังหวัดมิยางิ ประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันได้มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการขอใบอนุญาติต่างๆเกือบครบแล้ว คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงปลายปีนี้และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 65

"โครงการส่วนใหญ่ในประเทศไทยตอนนี้ก็เป็นโครงการเก่าที่เราต้องใช้การเข้าไปซื้อโครงการ ซึ่งตอนนี้เราก็มีเจรจาอยู่หลายราย หากซื้อได้ส่วนใหญ่ก็จะมารับรู้รายได้ทันที แต่บางโครงการก็เป็นโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาก็คงต้องใช้เวลาบ้าง โดยปีนี้ผลประกอบการเราจะได้แรงผลักดันจาก 3 ส่วนคือ การรับรู้รายได้ของโครงการเข้ามาเต็มปี การรับรู้รายได้จากโครงการใหม่ และการรับรู้รายได้จากการเข้าซื้อโครงการ"นางสาวแคทลีน กล่าว

สำหรับแผนการขยายกำลังการผลิตในช่วงถัดไปนอกเหนือจากการรอความชัดเจนของแนวทางการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ขณะที่บริษัทวางเป้าหมายภายใน 1-3 ปี (62-64) จะมีใบอนุญาตซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ที่ 50-100 เมกะวัตต์ในประเทศไต้หวัน ซึ่งรัฐบาลไต้หวันมีนโยบายจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนอีก 20 กิกะวัตต์ ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้เข้าไปหาช่องทางและเจรจากับพันธมิตรแล้ว 4-5 ราย คาดว่าในปีนี้จะเริ่มเห็นความชัดเจน

นอกจากนี้ บริษัทยังมองโอกาสในการขยายในประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ เพิ่มเติม อาทิ เวียดนาม แต่ยังต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษา เนื่องจากบริษัทต้องการลงทุนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่ำเป็นหลัก

"ด้วยความล่าช้าของโครงการใหม่ ๆ ของประทศไทยที่ออกมา แต่บริษัทก็ไม่ได้หยุดนิ่ง บริษัทก็ยังมองหาการลงทุนใหม่ ๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยได้เริ่มลงทุนแล้วคือญีปุ่น และมีโอกาศต่อมาคือใต้หวัน ที่เราเริ่มบุกหนักขึ้น ขณะที่ประเทศอื่นๆยังต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรเพราะก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน เพราะมีความเสี่ยงสูง"น.ส.แคทลีน กล่าว

นางสาวแคทลีน กล่าวอีกว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อที่จะขายโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ (โซลาร์เทอร์มอล) กำลังการผลิต 4.5 เมกะวัตต์ เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้และปรับปรุงแล้ว แต่พบว่าไม่คุ้มค่ากับผลตอบแทน คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในปีนี้

"ที่ผ่านมาเราก็ได้ทำการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตมาตลอด แต่ด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวไม่เหมาะสมกับประเทศไทยเนื่องจากความร้อนไม่มากพอที่จะเข้าไปทำให้ถึงจุดเดือดที่จะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่สนใจโครงการนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญ และมีเทคโนโลยีที่จะสามารถทำให้เกิดความคุ้มค่าได้ จึงมีความสนใจที่จะซื้อ ซึ่งเราคาดว่าจะเจรจาแล้วเสร็จในปีนี้"นางสาวแคทลีน กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทเตรียมทยอยออกหุ้นกู้อีกราว 3,000 ล้านบาทตามที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้อนุมัติไว้ เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนดในช่วงเดือน ต.ค. 62 และ เม.ย. 63 โดยคาดว่าจะเสนอขายหุ้นกู้ทั้งหมดในช่วงปลายปี 62 และต้นปี 63 นี้


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ