ข่าวอินโฟเควสท์
17:12 จีนเผยยอดขนส่งสินค้าที่ท่าเรือขยายตัวแข็งแกร่งในช่วง 7 เดือนแรกปีนี้   กระทรวงคมนาคมจีนเปิดเผยว่า ยอดขนส่งสินค้าที่ท่าเรือของจีนในช่วง 7 เดือนแ…
16:26 "มูน แจ อิน" เตรียมเดินทางเยือนไทย, เมียนมา, ลาว ต้นเดือนก.ย.นี้   ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้เปิดเผยในวันนี้ว่า ประธานาธิบดีมูน แจ อิน แห่งเก…
15:18 ที่ประชุม G7 เล็งถกหาแนวทางป้องกันผลกระทบเศรษฐกิจโลก ขณะสงครามการค้าส่อแววปะทุอีกระลอก   ที่ประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเ…
14:06 ตำรวจฮ่องกงจับกุมผู้ประท้วง 29 คน หลังก่อเหตุบานปลายจนต้องใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมอีกครั้ง   เจ้าหน้าที่ตำรวจของฮ่องกงได้จับกุมตัวผู้ประท้วงเก…
11:57 บริษัทอสังหาฯในตลาดหุ้นจีนมีกำไรเพิ่มขึ้นใน H1/62   บริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของจีนมีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงครึ…

TVD คาดรายได้ปี 64 โตแตะ 8-9 พันลบ.รับผลดีปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ พร้อมวางงบลงทุน 3 ปี 1,460 ลบ.

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- จันทร์ที่ 29 เมษายน 2562 16:58:10 น.

นายทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทีวี ไดเร็ค (TVD) กล่าวว่า บริษัทรีแบรนดิ้งองค์กรใหม่ภายใต้สโลแกน "ชีวิตดีดี มีได้ทุกวัน" ในโอกาสครบรอบ 20 ปี เพื่อรับมือกับเทรนด์ธุรกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล และยังปรับโครงสร้างองค์กรและรีโมเดลธุรกิจใหม่สู่ ‘ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชั่น’ โดยเน้นการใช้กลยุทธ์ Omni Channel อย่างเต็มที่ เพื่อเชื่อมโยงทุกช่องทางทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ และร้านค้าปลีก TVD Shop ให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด และสร้าง Customer Experience หรือประสบการณ์ที่น่าประทับใจแก่ลูกค้า เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคมีแนวโน้มซื้อสินค้าด้วยความรู้สึกและอารมณ์เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ การดำเนินธุรกิจนับจากนี้ TVD จะอยู่ภายใต้แนวคิดการให้บริการ (Hospitality) โดยไม่เป็นเพียงผู้จำหน่ายสินค้าเท่านั้น แต่จะเป็นผู้ให้บริการที่พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าไปพร้อมๆ กัน เพื่อเติมเต็มสิ่งที่ลูกค้าต้องการ และสร้างความผูกพัน (Engagement) ให้เกิดการซื้อสินค้าซ้ำ โดยบริษัทฯ ได้ปรับทิศทางการดำเนินธุรกิจสู่การเป็น Video Marketer ที่มีครบทั้งภาพ เสียงและคอนเทนต์ จากเดิมที่ใช้โมเดล TV Shopping

ขณะเดียวกันบริษัทฯ ได้ปรับโครงสร้างการบริหารงานในองค์กรใหม่ให้มีความกระชับ โดยปรับโครงสร้างการบริหารเหลือ 4 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายการตลาด ฝ่าย Omni Channel และฝ่าย Operation เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการตัดสินใจและบริหารต้นทุนด้านบุคลากรได้ดียิ่งขึ้น  พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีระบบซอฟท์แวร์เข้ามาใช้กับหน่วยงานคอลล์เซ็นเตอร์ เพื่อติดตามวัดผลการสื่อสารกับลูกค้าและนำกลับมาพัฒนาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เป้าหมายเพื่อเพิ่มอัตราความสำเร็จในการปิดยอดขายและลดอัตรายกเลิกคำสั่งซื้อสินค้า

"เรามั่นใจว่าเดินมาถูกทางและจะทำให้บริษัทฯ มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่แบบ Total Change ทั้งองค์กรเพื่อเปลี่ยนผ่านบริษัทฯ เข้าสู่ดิจิทัล และสามารถตอบสนองกลุ่มผู้บริโภคในวัยทำงานและวัยใกล้เกษียณที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักและฐานลูกค้าของบริษัทฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ" นายทรงพล กล่าว

นายทรงพล กล่าวว่า บริษัทยังได้ตั้งเป้ารายได้ภายใน 3 ปี (62-64) ภายใต้การเปลี่ยนแปลงองค์กรจะเติบโตเป็น 8,000-9,000 ล้านบาทในปี 64 จากปีนี้คาดทำได้ตามเป้าหมายที่ 4,800 ล้านบาท หรือเติบโต 20% จากปีก่อน โดยปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากการขายผ่านช่องทางทีวีช้อปปิ้งประมาณ 55% ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 45% จะมาจากช่องทางอื่นๆ ได้แก่ Call center, ค้าปลีก และออนไลน์ เป็นต้น

จากนี้เป็นไปบริษัทจะเน้นการเติบโตของการขายผ่านออนไลน์มากขึ้น และรักษาระดับการเติบโตของ Home Shopping ไม่ให้ลดลง เนื่องจากภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ที่ทำ Home Shopping อยู่ 10 ราย และสถานีที่ทำ Home Shopping อีก 9 ราย โดยคาดจะมีมูลค่าตลาด Home Shopping รวมในปีนี้ที่ 20,000 ล้านบาท

ขณะที่ในช่วง 3 ปีจากนี้ (62-64) บริษัทวางงบลงทุนไว้ที่ 1,460 ล้านบาท โดยจะเน้นลงทุนใน 3 ด้าน คือ การพัฒนาระบบ Home Shopping, ออนไลน์ช่อปปิ้ง และระบบเทคโนโลยีหลังบ้าน รวมถึงการลงทุนพัฒนาระบบแอพพลิเคชันร่วมกับพันธมิตร และการร่วมลงทุนอื่นๆ

ปัจจุบันบริษัทมีกระแสเงินสดในมือที่ 360 ล้านบาท และยังมีความสามารถในการกู้ยืมจากสถาบันการเงินได้อีกประมาณ 700 ล้านบาท โดยขณะนี้มีอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ที่ระดับ 1.13 เท่า อีกทั้งบริษัทยังมีความสามารถในการระดมทุนผ่านช่องทางอื่นๆ (Market Capital) เช่น การออกหุ้นกู้ อีกประมาณ 400 ล้านบาท

นายทรงพล กล่าวว่า บริษัทคาดว่าแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 2/62 น่าจะเติบโตดีกว่าไตรมาส 1/62 เนื่องจากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเป็นแรงสนับสนุนการจับจ่ายใช้สอยของภาคประชาชน แต่เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/61 ผลประกอบการน่าจะทำได้ใกล้เคียงเดิม เนื่องจากยังมีวันหยุดค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามเชื่อว่าในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ปีนี้ ผลประกอบการจะเติบโตดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง