GOLD ตั้งเป้าขายคอนโดฯ"TRIPLE Y RESIDENCE" หมด 100% ภายในสิ้นปี 62 หรือต้นปี 63 จากปัจจุบันทำยอดขายได้ 32-35%

ข่าวหุ้น-การเงิน 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 14:27 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายธนพล ศิริธนชัย ประธานอำนวยการ บมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (GOLD) เปิดเผยความคืบหน้าการขายโครงการคอนโดมิเนียม ทริปเปิ้ล วาย เรสซิเด้นซ์ (TRIPLE Y RESIDENCE) คอนโดมิเนียมในรูปแบบสิทธิการเช่าระยะยาว 30 ปี (Leasehold) ซึ่งเป็นอาคารพักอาศัยสูง 33 ชั้น จำนวน 516 ยูนิต มูลค่า 2.6 พันล้านบาท ปัจจุบันทำยอดขายไปได้แล้ว 32-35% และบริษัทจะเปิดการขายอย่างเป็นทางการอีกครั้งในช่วงเดือนก.ย.นี้ ผลักดันให้ยอดขายเพิ่มขึ้นมาเป็น 70% ก่อนจะปิดการขายได้ 100% ภายในสิ้นปี 62 หรือต้นปี 63

สำหรับจุดเด่นของโครงการคอนโดมิเนียม ทริปเปิ้ล วาย เรสซิเด้นซ์ คือ ราคาขายที่ถูกกว่าคอนโดมิเนียมแบบเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ (Freehold) ในย่านใกล้เคียงกับโครงการสามย่านมิตรทาวน์ ประมาณ 30-40% ซึ่งโครงการของบริษัทมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 140,000 บาท/ตารางเมตร และมีราคาถูกกว่าคอนโดมิเนียมแบบ Leasehold บนทำเลย่านพระราม 4 ราชดำริ และหลังสวน ที่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 200,000-250,000 บาท/ตารางเมตร ทำให้คาดว่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่สำคัญที่ลูกค้าจะให้การตอบรับโครงการเป็นอย่างดีในช่วงเปิดขายอย่างเป็นทางการ ส่วนการทยอยโอนโครงการดังกล่าวคาดว่าจะเริ่มทยอยโอนในช่วงเดือนก.ย.นี้

นายธนพล กล่าวว่า กลยุทธ์การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบของบริษัทยังคงเน้นพัฒนาโครงการแนวราบทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม ซึ่งยังเป็นกลุ่มที่อยู่อาศัยที่มีความต้องการซื้ออยู่มากในตลาด โดยเฉพาะบ้านแฝดและทาวน์โฮม ที่ยังมีความต้องการซื้อมาก โดยที่บริษัทได้พัฒนาแบรนด์ Golden Neo ที่เข้ามาเจาะตลาดในกลุ่มบ้านระดับราคา 3.5-5 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังมีช่องว่างทางการตลาดอยู่ แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มลูกค้าที่ซื้อบ้านแฝดและทาวน์โฮมยังคงมีแรงกดดันจากภาระหนี้สินครัวเรือนที่ยังสูง ทำให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อในกลุ่มนี้ยังสูงที่ระดับ 30% ซึ่งบริษัทยังคงต้องมีการบริหารจัดการในเรื่องการขายและการเตรียมตัวของลูกค้าในการขอสินเชื่อให้เป็นอย่างดี ขณะที่กลุ่มบ้านเดี่ยวมีแนวโน้มที่กลับมาฟื้นตัวขึ้น และเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบของเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) มากเท่ากับกลุ่มที่อยู่อาศัยประเภทอื่นๆ

ส่วนมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐที่ออกมาทั้งการลดหย่อนภาษีไม่เกิน 200,000 บาท สำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรกไม่เกิน 5 ล้านบาท และการลดค่าธรรมเนียมของที่อยู่อาศัยที่มีราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท มองว่าไม่ได้ส่งผลบวกต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยมากนัก เพราะมาตรการที่ออกมาไม่ค่อยมีความจูงใจ และไม่ส่งผลดีต่อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ของผู้ประกอบการภาคเอกชนมากนัก และไม่ช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดแรงจูงใจในการซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น เพราะเม็ดเงินการสนับสนุนของมาตรการดังกล่าวที่ออกมานั้นมีไม่มาก และส่วนใหญ่ผู้ที่ได้ประโยชน์จะเป็นโครงการบ้านของภาครัฐมากกว่า โดยเฉพาะบ้านที่มีราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท

สำหรับกระบวนการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการโดยสมัครใจ (Voluntary Tender Offer) ใน GOLD จากบมจ.เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) (FPT) นั้นขั้นตอนของการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มตั้งแต่เดือน พ.ค.-ส.ค.62 ซึ่อหากกระบวนการทำคำเสนอซื้อ GOLD จาก FPT สำเร็จแล้ว GOLD จะเป็นหนึ่งในบริษัทในเครือของ FPT และเป็นหนึ่งหน่วยธุรกิจของ FPT ด้วย ซึ่งเป็นการปรับโครงสร้างของธุรกิจในเครือเฟรเซอร์ส ส่วนในอนาคตของ GOLD ว่าจะยังจะซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯหรือไม่นั้น ยังต้องรอทาง FPT พิจารณาอีกครั้ง ซึ่งก็มีโอกาสที่ FPT จะนำ GOLD ออกจากการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่อยู่ภายใต้ FPT แล้ว

ส่วนการควบรวมบมจ.ยูนิเวนเจอร์ (UV) มาอยู่ในเครือ FPT ด้วยนั้นยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ เพราะปัจจุบัน FPT กำลังอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างธุรกิจ เพื่อรวบรวมธุรกิจต่างๆในเครือเข้ามาทำให้เกิด Synergy integration

นายธนพล กล่าวถึงแผนธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ว่า บริษัทต้องทำการตลาด และวางแผนการขายอย่างรัดกุมมากขึ้น อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น แต่บริษัทยังคงมีความเชื่อมั่นเดินหน้าเปิดโครงการ ในช่วง 9 เดือนหลังของปี 62 (1 เม.ย. – 31 ธ.ค. 62) รวมทั้งสิ้น 25 โครงการ มูลค่ารวม 2.9 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นทาวน์โฮม 13 โครงการ นีโอโฮม 3 โครงการ และบ้านเดี่ยวอีก 3 โครงการ และโครงการต่างจังหวัดอีก 6 โครงการ

บริษัทยังคงเดินหน้าตามแผนที่ตั้งเป้าให้ปี 62 เป็นปีแห่งการเก็บเกี่ยวความสำเร็จ (Harvesting Success) โดยจากผลการดำเนินงานในงวด 3 เดือน (1 ม.ค. - 31 มี.ค. 62) บริษัทยังคงทำผลงานได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ โดยตั้งเป้าหมายรายได้ทั้งปี 62 เติบโต 14% จากปี 61 โดยตั้งเป้ารายได้รวม 1.98 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น รายได้จากโครงการแนวราบ 1.8 หมื่นล้านบาท โดยทั้งปี 62 จะเปิดขายโครงการบ้านเดี่ยวจำนวน 4 โครงการ นีโอโฮม (บ้านแฝด) จำนวน 3 โครงการ ทาวน์โฮม จำนวน 15 โครงการ และโครงการในต่างจังหวัด 6 โครงการ และรายได้จากโครงการเชิงพาณิชย์ 1.8 พันล้านบาท จากอาคารปาร์คเวนเชอร์ อีโคเพล็กซ์ สาทรสแควร์ เอฟวายไอ เซ็นเตอร์ และสามย่านมิตรทาวน์ที่เตรียมรับรู้รายได้จากการเปิดให้บริการในช่วงเดือนก.ย. 62

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของบริษัท สำหรับงวดไตรมาส 2 ปี 61/62 (1 ม.ค. – 31 มี.ค. 62) มียอดขายรวมกว่า 9 พันล้านบาท มีรายได้รวม 4.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 1.33 พันล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 38% และมีกำไรสุทธิกว่า 657 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 193 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 42% เนื่องจากประสบความสำเร็จจากโครงการที่เปิดใหม่ช่วงปลายปี 61-ต้นปี 62


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ