ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ชุดใหม่ของ BTS วงเงินไม่เกิน 1.3 หมื่นลบ.ที่ระดับ "A" แนวโน้ม Stable

ข่าวหุ้น-การเงิน 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 15:17 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของ บมจ. บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ที่ระดับ "A" ในขณะเดียวกันยังจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 10,000 ล้านบาทของบริษัทที่ระดับ "A" ด้วย ทั้งนี้ อันดับเครดิตของหุ้นกู้ชุดใหม่ใช้แทนอันดับเครดิตหุ้นกู้เดิมที่ได้รับการจัดอันดับเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 เนื่องจากบริษัทเพิ่มวงเงินรวมของหุ้นกู้เป็น 13,000 ล้านบาทจากเดิม 10,000 ล้านบาท โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ไปใช้ชำระคืนหนี้เดิม

อันดับเครดิตสะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางธุรกิจของบริษัทจากการมีรายได้ค่าบริการที่สามารถคาดการณ์ได้จากการให้บริการเดินรถไฟฟ้า ตลอดจนการได้รับเงินปันผลที่สม่ำเสมอจากการถือหุ้น 33.33% ในกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งมวลชนทางรางบีทีเอสโกรท (BTSGIF) และการมีสถานะที่มั่นคงในธุรกิจสื่อโฆษณา อย่างไรก็ตาม จุดแข็งดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูงเนื่องจากการลงทุนในโครงการขนส่งมวลชนขนาดใหญ่หลายโครงการ

นอกจากนี้ ยังมีความไม่แน่นอนในการปรับโครงสร้างสัญญาการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าจำนวน 2 สัญญาซึ่งเป็นสัญญาสัมปทานใหม่สำหรับรถไฟฟ้าสายสีเขียว ทริสเรทติ้งจะติดตามเงื่อนไขและข้อกำหนดของสัญญาสัมปทานใหม่อย่างใกล้ชิดเนื่องจากสัญญาสัมปทานใหม่อาจจะกระทบกับสถานะทางการเงินของบริษัท

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต "Stable" หรือ "คงที่" สะท้อนถึงการคาดการณ์ว่าบริษัทจะยังสามารถรักษาการเติบโตทั้งในด้านของรายได้และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานได้ ส่วนเงินกู้รวมคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการลงทุนในโครงการขนส่งมวลชนใหม่ ๆ ผ่านบริษัทย่อย อย่างไรก็ตาม คาดว่าอัตราส่วนเงินกู้สุทธิต่อ EBITDA จะปรับตัวลดลงต่ำกว่า 5 เท่าในปีงบประมาณ 2563

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

โอกาสในการปรับเพิ่มอันดับเครดิตในช่วง 2 ปีข้างหน้านั้นยังไม่น่าจะเกิดขึ้นเนื่องจากบริษัทยังคงมีภาระหนี้อยู่ในระดับสูง อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตอาจปรับลดลงได้หากอัตราส่วนเงินกู้สุทธิต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายของบริษัทปรับสูงขึ้นเกินกว่า 5 เท่าเป็นระยะเวลานานซึ่งอาจเป็นผลมาจากการลงทุนที่ใช้เงินกู้จำนวนมากหรือผลการดำเนินงานที่ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ