(เพิ่มเติม) ภาวะตลาดหุ้นไทย: แนวโน้มดัชนีเช้านี้แกว่งไซด์เวย์ เล็งแรงขายกลุ่มพลังงานหลังราคาน้ำมันร่วงแรง แต่ MSCI ปรับเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยช่วยประคอง

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday May 24, 2019 09:31 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายกิติชาญ ศิริสุขอาชา ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์รายย่อย บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดว่าจะแกว่งไซด์เวย์ทั้งในแดนบวก-ลบในกรอบที่ไม่กว้างมาก เนื่องจากคาดว่าจะมีแรงขายจากหุ้นในกลุ่มพลังงานหลังจากที่ราคาน้ำมันได้ร่วงแรงกว่า 5% เมื่อวานนี้ จากความกังวลเศรษฐกิจโลกชะลอตัว อันเป็นผลจากสงครามการค้าทำให้ Demand น้ำมันหด และสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านก็คลี่คลายได้ทำให้ราคาน้ำมันอ่อนตัวลงด้วย

อย่างไรก็ดี การปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นไทยของ MSCI น่าจะมาช่วยประคองหุ้นไทยได้ ซึ่งคาดว่าจะมีแรงซื้อหุ้นที่ถูกเพิ่มเข้าไปในการคำนวณของ MSCI ขณะที่ยังต้องติดตามปัจจัยการเมืองอย่างใกล้ชิด โดยดูใครจะมาเป็นประธานสภาผู้แทนราษฏร และรอดูการเปิดประชุมรัฐสภาด้วย

ด้านตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้เคลื่อนไหวทั้งในแดบวก-ลบเล็กน้อย พร้อมให้แนวรับ 1,600 จุด ส่วนแนวต้าน 1,617 จุด

ประเด็นพิจารณาการลงทุน

  • ตลาดหุ้นนิวยอร์กล่าสุด (23 พ.ค.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,490.47 จุด ร่วงลง 286.14 จุด (-1.11%) ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,822.24 จุด ลดลง 34.03 จุด (-1.19%) และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 7,628.28 จุด ลดลง 122.56 จุด (-1.58%)
  • ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดวันนี้ ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ลดลง 170.35 จุด, ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีน ลดลง 4.68 จุด, ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ลดลง 12.29 จุด, ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์ ลดลง 8.64 จุด, ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซีย ลดลง 7.71 จุด, ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกง เพิ่มขึ้น 101.55 จุด, ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวัน เพิ่มขึ้น 4.78 จุด
  • ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (23 พ.ค.62) 1,609.79 จุด ลดลง 17.12 จุด (-1.05%)
  • นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,512.74 ล้านบาท เมื่อวันที่ 23 พ.ค.2562
  • ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน ก.ค.ในตลาดไนเม็กซ์ปิดทำการล่าสุด (23 พ.ค.62) ปิดที่ 57.91 ดอลลาร์/บาร์เรล ร่วงลง 3.51 ดอลลาร์ หรือ 5.7%
  • ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (23 พ.ค.62) ที่ 2.68 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • เงินบาทเปิด 31.86 กลับมาแข็งค่าหลังดอลล์อ่อน จับตาการเมืองในประเทศ มองกรอบเคลื่อนไหว 31.80-31.95
  • บอร์ด กทพ.เร่งตรวจสอบร่างสัญญา ขยายสัมปทานทางด่วน BEM 30 ปี คาดเสนออัยการสูงสุด ต้น มิ.ย.นี้ "สุรงค์" ยันระงับพิพาทเท่ากับไม่มีหนี้สินต่อกัน คาดชง ครม.อนุมัติเร็วๆ นี้ ด้าน ITD ร้องคุณสมบัติผู้รับเหมาประมูลด่วนพระราม 3 - ดาวคะนอง บอร์ดสั่งเร่งเคลียร์จบใน 4 มิ.ย.
  • ก.ล.ต. เดินสายหารือ ป.ป.ง. ชงร่วมมือสกัดขบวนการปั่นหุ้นให้รวดเร็วมากขึ้น จ่อแก้เอ็มโอยูฉบับใหม่ หวังให้ครอบคลุมกฎหมายใหม่และธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ในการแก้ไขกฎหมายฟอกเงินเอาผิดผู้บริหารบจ.
  • ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.อยู่ระหว่างติดตามผลกระทบมาตรการคุมสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ หรือแอลทีวี ของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธปท. ที่เกิดขึ้นกับธนาคารของรัฐว่า มีผลต่อการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยลดลงต่อเนื่องหรือไม่ เนื่องจากก่อนมาตรการมีผลบังคับใช้ได้มีการเร่งโอนที่อยู่อาศัยกันจำนวนมาก ทำให้ยอดการโอนในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมาลดลง ซึ่งต้องดูต่อไปอีกระยะหนึ่งว่าเป็นการลดลงชั่วคราวหรือเป็นการลดลงถาวรทุกเดือน เพื่อจะหารือกับธปท.ได้อย่างถูกต้อง
  • ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการเดือน เม.ย.62 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการอยู่ที่ระดับ 95 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 96.3 ลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน เนื่องจากกังวลปัญหาการเมืองในประเทศ ต้องการให้เร่งจัดตั้งรัฐบาลใหม่ภายในสัปดาห์หน้า หากยังไม่ทราบผลยิ่งน่าเป็นห่วง ยังกังวลสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ปัญหาภัยแล้ง และผู้ประกอบการได้เร่งการผลิตไปในช่วงเดือนก่อนหน้า เพื่อชดเชยการผลิตในเดือน เม.ย. ที่มีวันหยุดต่อเนื่องขณะที่ดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้ายังปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 101.9 ลดลงจากเดือนก่อนที่คาดการณ์อยู่ที่ระดับ 104.2 เช่นกัน

*หุ้นเด่นวันนี้

  • BDMS (กรุงศรี) "ซื้อ"เป้า 30 บาท ผ่านพ้นช่วงการลงทุนใหญ่มาแล้ว ต่อจากนี้จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลกำไร อีกทั้งยังมี Sentiment บวกจาก MSCI ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนรอบใหม่มีผลสัปดาห์หน้า
  • PRM (เมย์แบงก์ กิมเอ็ง) เป้า 12.40 บาท นอกจากแนวโน้มผลการดำเนินงานปีนี้ที่อาจเอาชนะประมาณการได้ 10% ทะลุ 1,000 ลบ. บริษัทแสดงให้เห็นว่า แทบไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าดังที่ตลาดกังวลเกินไป แต่ในทางตรงข้าม บริษัทได้ประโยชน์อย่างมากจากกฏเกณฑ์ IMO2563 อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นในกลุ่มงาน FSU ตั้งแต่ไตรมาส 1/62 ขณะที่ทิศทางกำไรในไตรมาส 2/62 คาดจะสดใส ขยายตัวทั้งรายได้ และ อัตรากำไรขั้นต้น
  • EASTW (เมย์แบงก์ กิมเอ็ง) "ซื้อ"เป้า 13 บาท (PE 16.5x) เป็นหุ้นสาธารณูปโภคที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครมการค้าและอ่อนไหวน้อยต่อเศรษฐกิจ ในระยะสั้นจะได้ประโยชน์จากภาวะแล้ง หนุนให้ปริมาณขายน้ำดิบและน้ำประปาเพิ่มขึ้นต่อเนื่องใน Q2/62 พร้อมคาดกำไรปีนี้ +11% เป็น 1,250 ล้านบาท (กำไร Q1/62 คิดเป็น 27% ของทั้งปี) ปัจจุบันมี PE 15x แม้ไม่ถูกนักแต่ประมาณการอาจมี upside หากความต้องการน้ำในภาคตะวันออกและ EEC สูงกว่าคาด และคาด Yield 4% ต่อปี

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ